HORIZON 2020

"Horizon 2020" เป็นชื่อเรียกขอบข่ายโครงการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมของสหภาพยุโรปฉบับใหม่ต่อจากกรอบโครงการความร่วมมือฉบับที่ 7 (FP7) เพื่อสนับสนุนความคิดริเริ่มของคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการวิจัยและนวัตกรรมที่ตั้งธงไว้ที่ปี ค.ศ. 2020 ซึ่งมีกำหนดเริ่มต้นในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2014  ข้อเสนอของสหภาพยุโรปขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการอภิปรายในรัฐสภายุโรปและคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป

โครงสร้างที่คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอประกอบด้วยลำดับความสำคัญขั้นพื้นฐานสามลำดับ คือ

  1. เป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์
  2. เป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรม 
  3. สนองตอบความท้าทายทางสังคม 

ความแตกต่างหลักระหว่าง FP7 และ Horizon 2020 ประกอบด้วย:

  • นำการวิจัยและนวัตกรรมมารวมไว้ในโปรแกรมเดียว
  • มุ่งเน้นไปที่ความท้าทายทางสังคมในสหสาขาวิชาชีพที่ประชาคมยุโรปกำลังเผชิญอยู่
  • ทำให้การทำงานร่วมกันของทุก บริษัท มหาวิทยาลัยและสถาบันอื่น ๆในทุกประเทศในสหภาพยุโรปและนอกสหภาพยุโรปให้ง่ายขึ้น

Horizon 2020 เป็นอุปกรณ์ทางการเงินเพื่อสนับสนุนการริเริ่มดำเนินงานด้านนวัตกรรมของสหภาพยุโรปที่ตั้งเป้าหมายไว้ในปี ค.ศ. 2020 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันระดับโลกของยุโรป ระหว่างปี ค.ศ. 2014-2020 ด้วยเงินงบประมาณในการดำเนินการตามโปรแกรมใหม่ของสหภาพยุโรปเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมสูงถึง 80,000 ล้านยูโร นับเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันเพื่อสร้างการเจริญเติบโตและการจ้างงานใหม่ในยุโรป

Horizon 2020 เสนอช่องทางที่ง่ายขึ้นภายใต้กฎชุดเดียวกันโดยรวมเงินทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมทั้งหมดซึ่งในปัจจุบันมีการให้ทุนสนับสนุนผ่านโครงการเพื่อการพัฒนากรอบการวิจัยและเทคนิค กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมในการแข่งขันและขอบข่ายงานโครงการนวัตกรรม (CIP) และสถาบันนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งยุโรป (EIT) รวมเข้าเป็นหนึ่งเดียว

การสนับสนุนข้อเสนอการวิจัยและนวัตกรรมภายใต้ Horizon 2020 จะ:

  • เสริมสร้างความแข็งแกร่งของสหภาพยุโรปด้านวิทยาศาสตร์โดยมีงบประมาณเฉพาะจำนวน 24,598 ล้านยูโร เพื่อช่วยเพิ่มการวิจัยระดับบนสุดในยุโรปรวมทั้งเพิ่มเงินทุนให้แก่คณะกรรมการวิจัยยุโรป (ERC) ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากถึงร้อยละ 77
  • วงเงินงบประมาณ 17,938 ล้านยูโรเพื่อสร้างความเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมในการสร้างสรรค์นวัตกรรม  รวมทั้งการลงทุนที่สำคัญในเทคโนโลยีที่สำคัญและการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดเล็ก SMEs ให้มากยิ่งขึ้น
  • วงเงินงบประมาณ  31,748 ล้านยูโรเพื่อช่วยระบุความกังวลร่วมของยุโรปเช่นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาระบบขนส่งอย่างยั่งยืนและการเคลื่อนย้าย การผลิตพลังงานทดแทนที่ราคาไม่แพงมาก สร้างมั่นใจด้านความปลอดภัยของอาหารและการรักษาความปลอดภัยหรือการรับมือกับความท้าทายของประชากรผู้สูงอายุ

Horizon 2020 จะรับมือกับความท้าทายทางสังคมด้วยการช่วยลดช่องว่างระหว่างการวิจัยและการตลาดโดยช่วยองค์กรในการพัฒนานวัตกรรมการคิดค้นทางเทคโนโลยีของพวกเขาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริงและมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ เป็นวิธีการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยการนำภาคเอกชนและรัฐสมาชิกมาทำงานรวมกันโดยร่วมใช้ทรัพยากรที่จำเป็น

ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นหัวใจสำคัญลำดับแรกๆของ Horizon 2020 นอกเหนือจากการเปิดกว้างให้มีความร่วมมือระหว่างประเทศแล้ว Horizon 2020 ยังมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมการดำเนินการระหว่างประเทศเป้​​าหมายกับประเทศคู่ค้าสำคัญและกับภูมิภาคสำคัญตามยุทธศาสตร์ของสหภาพยุโรป ในกลยุทธ์ใหม่ ซึ่งกลยุทธ์และความเชื่อมโยงที่มีตลอดโครงการก็เพื่อทำให้มั่นใจว่ามีความร่วมมือระหว่างประเทศตามกรอบความร่วมมือHorizon 2020

Horizon 2020 จะสมบูรณ์ด้วยมาตรการเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์ในการพัฒนาสาขาการวิจัยของยุโรป ในปี ค.ศ. 2014 มาตรการเหล่านี้จะมุ่งทำลายอุปสรรคการสร้างตลาดเดียวสำหรับความรู้การวิจัยและนวัตกรรมอย่างแท้จริง

แผนงานในปี 2014 (ครั้งที่ 1) คณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดให้มุ่งเน้นใน 12 สาขา คิดเป็นงบประมาณมูลค่าราว 2 พันล้านยูโร จากการให้ทุนสนับสนุนภายใต้งบประมาณปี ค.ศ. 2014 มูลค่ารวมทั้งหมด 7.8 พันล้านยูโร

 

สาขาที่อียูกำหนดไว้ 12 สาขา มีดังนี้

1. การรักษาและดูแลผู้ป่วยเฉพาะบุคคล (personalising health and care) วงเงินงบประมาณ ที่ได้รับการจัดสรรในปี ค.ศ. 2014 จำนวน 549 ล้านยูโร 

ในสถานการณ์ที่ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในยุโรปกำลังพุ่งสูงขึ้นถึงเกือบร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีกเนื่องด้วยปัญหาประชากรสูงวัยและอัตราการเพิ่มขึ้นของการเกิดโรคเรื้อรัง อียูเล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาศักยภาพของการรักษาและการดูแลผู้ป่วยให้มีความเฉพาะเจาะจงในรายบุคคลให้มากยิ่งขึ้น จึงมีวัตถุประสงค์มุ่งพัฒนา

  • ศักยภาพการใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) 
  • ความรู้เกี่ยวกับการเกิดโรค 
  • ประสิทธิภาพในการตรวจวินิจฉัยโรคที่ดีกว่าเดิม ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์และเทคนิคการแพทย์ต่างๆ เช่น การถ่ายภาพเพื่อการวินิจฉัยภายในร่างกาย (vivo medical imaging) 
  • วิธีการรักษา เช่น การศึกษาผลการรักษาทางคลินิกสำหรับโรคที่ไม่ใช่โรคติดต่อ (clinical trials for non-communicable diseases)
  • กลยุทธ์ในการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค (health promotion and disease prevention strategies) เช่น การใช้สิ่งแวดล้อมและสุขภาพเป็นศูนย์กลางในการรักษา ทั้งในรายบุคคลและรายประชากร
  • เทคโนโลยีสำหรับผู้สูงอายุ (healthy ageing) เช่น การบริการทางสาธารณสุขและการดูแลผู้ป่วยด้วยแอ็พพลิเคชั่นเคลื่อนที่หรือที่เรียกว่า ‘mHealth’ (mobile health)
  • พัฒนาการวิจัยและนวัตกรรมให้สามารถรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับความยากจนและโรคติดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ เช่น วัคซีนประเภทต่างๆ สำหรับโรคเอดส์และวัณโรค 

 

2. ความมั่นคงด้านอาหารที่ยั่งยืน (sustainable food security) วงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรในปี ค.ศ. 2014 จำนวน 138 ล้านยูโร

การเข้าถึงอาหารที่เพียงพอ ปลอดภัย มีคุณค่า และไม่เกินกำลังซื้อ ไม่เพียงสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญในมิติเศรษฐกิจอีกด้วย ในปี ค.ศ. 2011ผลิตผลทางการเกษตรที่อียูส่งออกมีมูลค่าร้อยละ 7ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของอียู และมีการจ้างงานในภาคการเกษตรทั้งหมด 17 ล้านคน 

อียูคาดหวังว่าการวิจัยในสาขานี้จะสามารถช่วย

  • เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรให้ได้ร้อยละ 20
  • แก้ไขปัญหาผลผลิตตกต่ำ
  • พัฒนานโยบายด้านความปลอดภัยทางอาหารให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
  • นำไปสู่นโยบายอียูที่เป็นองค์รวมในการกำจัดความเจ็บป่วยที่เกิดจากการขาดสารอาหารและโรคอ้วน

ตัวอย่างโครงการในสาขานี้ เช่น 

  • โครงการกำจัดแมลงศัตรูพืชท้องถิ่นและแมลงศัตรูพืชต่างด้าว 
  • โครงการแก้ไขปัญหาการทิ้งปลาที่จับได้กลับลงสู่ทะเลในยุโรป เนื่องจากจับได้เกินโควตาที่กำหนด (discards in European fisheries)
  • โครงการวิจัยแหล่งโปรตีนใหม่ที่ยั่งยืนสำหรับอนาคต
  • โครงการที่ใช้นโยบายสาธารณะส่งเสริมการมีห่วงโซ่อาหารที่ยั่งยืน 

 

3. การเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์จากทะเลและมหาสมุทร (Blue Growth: unlocking the potential of seas and oceans) วงเงินงบประมาณที่ได้รับในปี ค.ศ. 2014 จำนวน 100 ล้านยูโร

อียูคาดการณ์ว่าการวิจัยในสาขาการเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์จากทะเลและมหาสมุทรหรือ “Blue Growth” จะทำให้เกิดการจ้างงานถึง 7ล้านอัตราภายในปี ค.ศ. 2020 กิจกรรมในสาขาดังกล่าวจะดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ EU Blue Growth Strategy และเน้นความร่วมมือในการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมหาสมุทรแอตแลนติก 

อย่างตัวโครงการในสาขา “Blue Growth” ที่จะพิจารณาให้ทุนสนับสนุน เช่น

  • โครงการศึกษาและพัฒนาระบบการสังเกตการณ์และเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมหาสมุทรแอตแลนติก 
  • โครงการเพิ่มความสามารถของการตอบสนองต่อการรั่วของน้ำมันและมลภาวะในมหาสมุทรแบบบูรณาการ
  • โครงการศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการทำประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการทำความเข้าใจเกี่ยวกับมหาสมุทร (ocean literacy)

 

4ความมั่นคงทางดิจิตอล (digital security)วงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรในปี ค.ศ. 2014 เท่ากับ 47ล้านยูโร

ความมั่นคงทางดิจิตอลครอบคลุมหลายแง่มุม เช่น อาชญากรรมในระบบดิจิตอล (cybercrime) ความเป็นส่วนตัวออนไลน์ (online privacy) และการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐาน (protection of fundamental rights) 

สาขาความมั่นคงทางดิจิตอล ภายใต้โครงการ Horizon 2020 มุ่งให้ทุนการวิจัยที่เป็นรากฐานในสาขาดังกล่าว และการวิจัยเกี่ยวกับมิติทางเศรษฐกิจและสังคมของความมั่นคงและความเป็นส่วนตัวในโลกดิจิตอล ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและปกป้องการทำงานของตลาดเดียวของอียู การให้ทุนในสาขาดังกล่าวยังมีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางดิจิตอลและยุทธศาสตร์ “วาระดิจิตอล” (Digital Agenda) ของอียูด้วย โครงการที่จะได้รับการพิจารณาให้ทุนสนับสนุนการดำเนินงาน ได้แก่ โครงการที่มุ่งสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงแก่แอพพลิเคชั่น บริการ และโครงสร้างพื้นฐานในอียู

 

5. เมืองและชุมชนอัจฉริยะ (smart cities and communities) วงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรในปี ค.ศ. 2014 จำนวน 92 ล้านยูโร

สองในสามของประชากรอียูอาศัยอยู่ในเมือง ซึ่งมีสัดส่วนในการใช้พลังงานคิดเป็นร้อยละ 70 ของพลังงานทั้งหมด การให้ทุนในสาขาเมืองและชุมชนอัจฉริยะ เน้นการวิจัยที่มุ่งแก้ปัญหาด้านต่างๆ ของการใช้ชีวิตในเมืองที่สามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ เช่น การพัฒนาประสิทธิภาพการใช้พลังงานในชุมชน  การให้บริการและข้อมูลแก่ประชาชนด้วยระบบดิจิตอล หรือการบริการเคลื่อนที่อัจฉริยะ (smart mobility services) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมต่อความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรม นักวิชาการ และคณะทำงานของเมืองและชุมชนเข้าด้วยกัน และเพิ่มความสามารถของประชาชนในการริเริ่มเพื่อมีส่วนร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตในเมืองของตนได้  

ตัวอย่างโครงการในสาขาดังกล่าวที่จะได้รับการพิจารณาให้ทุนสนับสนุนการดำเนินโครงการ เช่น โครงการพัฒนาชุมชน/ตำบลที่ใช้พลังงานในระดับต่ำเกือบเป็นศูนย์ (near-zero energy districts) จากการบริหารจัดการทรัพยากรในชุมชนที่มีประสิทธิภาพ หรือการปรับปรุงอาคารที่อยู่อาศัยด้วยวิธีและเพื่อความยั่งยืน หรือการใช้ระบบสารสนเทศมาแก้ไขปัญหา

 

6. พลังงานคาร์บอนต่ำที่สามารถแข่งขันได้ (competitive low-carbon energy) วงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรในปี ค.ศ. 2014 จำนวน 359 ล้านยูโร

อียูมีเป้าหมายลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงร้อยละ 20 จากระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่วัดได้เมื่อปี ค.ศ. 1999 โดยตั้งเป้าหมายจะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2020 และเพิ่มเป้าหมายการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงให้ได้ถึงร้อยละ 80-95 ภายในปี ค.ศ. 2050

วัตถุประสงค์ของการให้ทุนในสาขาพลังงานคาร์บอนต่ำที่สามารถแข่งขันได้คือ การสนับสนุนและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมและเศรษฐกิจที่ผลิตและใช้พลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยมุ่งปฏิวัติรูปแบบและกระบวนการสร้างนวัตกรรมทั้งระบบได้แก่ 

  • ระดับความพร้อมของเทคโนโลยีต่างๆ 
  • การทำงานร่วมกันระหว่างภาคการวิจัยและการพัฒนา และการนำนวัตกรรมเข้าสู่ตลาด 
  • การสนองตอบต่อประเด็นอื่นๆ เช่น การทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ประเด็นทางสังคม ศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง 
  • การวิเคราะห์ผลกระทบ เป็นต้น
  • ตัวอย่างโครงการในสาขาดังกล่าวที่จะพิจารณาให้ทุนสนับสนุน เช่น
  • การบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานทดแทนรุ่นใหม่เข้าไปในระบบพลังงานในอนาคต 
  • การเป็นหุ้นส่วนกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนา “เซลล์เชื้อเพลิงและไฮโดรเจน” (fuel cells and hydrogen) และ “เศรษฐกิจชีวภาพ” (bioeconomy)

 

7. ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (energy efficiency)วงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรในปี ค.ศ. 2014 จำนวน 98 ล้านยูโร

ร้อยละ 40 ของพลังงานในอียูถูกใช้ไปกับการทำความร้อนและความเย็นภายในอาคาร และเกือบร้อยละ 25 ถูกใช้ไปกับการดำเนินกิจการของอุตสาหกรรมต่างๆ การให้ทุนในสาขาประสิทธิภาพการใช้พลังงานจึงมุ่งพัฒนาความสามารถในการประหยัดพลังงานในสองภาคส่วนดังกล่าว 

ตัวอย่างโครงการในสาขานี้ที่จะพิจารณาให้ทุนสนับสนุนการดำเนินงาน เช่น

  • โครงการพัฒนาศักยภาพการประหยัดพลังงานของส่วนประกอบต่างๆ ของตัวอาคาร 
  • โครงการพัฒนาศักยภาพการประหยัดพลังงานของระบบทำความร้อนและระบบทำความเย็น 
  • โครงการที่เคลื่อนไหวเงินทุนเพื่อนำนวัตกรรมเข้าสู่ตลาดในรูปของผลิตภัณฑ์ ระบบและบริการ

 

8. การขนส่งและการเดินทางเพื่อการเติบโต (mobility for growth) วงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรในปี ค.ศ. 2014 จำนวน 375 ล้านยูโร

ภาคการขนส่งของอียูเป็นภาคที่บริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงร้อยละ 63 ของน้ำมันทั้งหมด และมีสัดส่วนในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึงร้อยละ 29 ของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมด 

สาขาการขนส่งและการเดินทางเพื่อการเติบโตตั้งเป้าการให้ทุนเพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาอุปกรณ์และระบบพาหนะยานยนต์ เครื่องบิน เรือโดยสารที่มีความอัจฉริยะมากขึ้น มีความเป็นระบบอัตโนมัติมากขึ้น สะอาดและทำงานด้วยเสียงรบกวนที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และที่สำคัญสามารถลดปริมาณมลภาวะและปรับปรุงคุณภาพของอากาศ 

เป้าหมายอีกประการของสาขานี้คือ การนำระบบข้อมูล ระบบบริหารจัดการจราจรอัจฉริยะ ระบบบริการการเดินทางขั้นสูง เทคโนโลยีการสร้างและบำรุงรักษา มาใช้ให้ได้ผลเป็นรูปธรรมจริง 

ตัวอย่างโครงการในสาขานี้ที่จะพิจารณาให้ทุนสนับสนุน เช่น

  • โครงการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์ของรถยนต์และเรือโดยสารที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนได- ออกไซด์ในระดับที่ต่ำมาก 
  • โครงการลดปัญหาการจราจรติดขัดในเมือง 
  • โครงการการเคลื่อนที่อัจฉริยะ (intelligent mobility) 

 

9. ของเสียในฐานะทรัพยากรเพื่อการหมุนเวียน  การนำกลับมาใช้  และการฟื้นฟูวัตถุดิบ (waste: a resource to recycle, reuse and recover raw materials) วงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรในปี ค.ศ. 2014 จำนวน 73 ล้านยูโร 

อียูคาดการณ์ว่าหากประเทศสมาชิกปฏิบัติตามนโยบายของเสียของอียู (EU waste policy) อย่างเต็มรูปแบบ จะมีการจ้างงานเพิ่มราว 4 แสนอัตราและสร้างเงินรายได้เพิ่ม 4.2 หมื่นล้านยูโร โครงการวิจัยในสาขาของเสียในฐานะทรัพยากรเพื่อการหมุนเวียน การนำกลับมาใช้ การฟื้นฟูวัตถุดิบนี้มุ่งปฏิวัติวงจรการผลิตและการบริโภคทั้งวงจร (whole production and consumption cycle) ตั้งแต่การป้องกันการเกิดของเสีย การออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่และเพื่อการกำจัดของเสีย 

สาขานี้เปิดรับโครงการที่เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากหลายภาคส่วนเข้ามาทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา “ของเสีย” ในแบบที่ไม่เคยมีการปฏิบัติกันมาก่อน โดยส่งเสริมให้มีการนำประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหา การพัฒนา และการทดสอบวิธีใหม่ๆ ในการป้องกันการเกิดของเสียและการจัดการเมื่อเกิดของเสีย  

 

10. นวัตกรรมน้ำ: การสร้างมูลค่าเพื่อยุโรป (water innovation: boosting its value for Europe)วงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรในปี ค.ศ. 2014 จำนวน 67 ล้านยูโร

น้ำไม่เพียงแต่เป็นปัจจัยพื้นฐานของสุขภาพของมนุษย์ ความมั่นคงทางอาหาร การพัฒนาที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น น้ำยังเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจที่นับวันยิ่งทวีความสำคัญสำหรับยุโรปมากขึ้นเรื่อยๆ โดยแต่ละปีทำรายได้ให้ยุโรปมากถึง 8หมื่นล้านยูโร ซึ่งหมายถึงการเป็นภาคส่วนทางเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญ 

การให้ทุนสนับสนุนในสาขานวัตกรรมน้ำ: การสร้างมูลค่าเพื่อยุโรปนี้ เน้นโครงการที่มุ่งส่งเสริมแผนงานยุทธศาสตร์ด้านนวัตกรรม (Strategic Innovation Plan) ของแผนหุ้นส่วนนวัตกรรมด้านน้ำของยุโรป (European Innovation Partnership on Water) เช่น 

  • โครงการที่นำนวัตกรรมการแก้ปัญหาเรื่องน้ำในด้านต่างๆ เข้าสู่ตลาด 
  • โครงการส่งเสริมการนำผลการวิจัยและนวัตกรรมด้านน้ำไปใช้ให้เกิดประโยชน์จริงกับภาคอุตสาหกรรม ผู้ออกแบบนโยบาย ประชากรของยุโรปและประชากรโลก
  • โครงการวิจัยการบริหารจัดการน้ำและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบบูรณาการ   

 

11.  การเอาชนะวิกฤติด้วยความคิด  ยุทธศาสตร์  โครงสร้างธรรมาภิบาลเพื่อยุโรป (overcoming the crisis: new ideas, strategies and governance structures for Europe)วงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรในปี ค.ศ. 2014 จำนวน 67ล้านยูโร

สาขาการเอาชนะวิกฤติด้วยความคิด ยุทธศาสตร์ โครงสร้างธรรมาภิบาลเพื่อยุโรป มุ่งให้ทุนแก่โครงการเหล่านี้

  • โครงการวิจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่เสนอแนวทางให้อียูสามารถเป็นสหภาพทางเศรษฐกิจและการเงินที่แข็งแกร่งและมีความยั่งยืน 
  • โครงการที่สนองตอบต่อวาระการเติบโตของยุโรป (European growth agenda)
  • โครงการที่ศึกษาผลกระทบและการตอบสนองทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรม ต่อวิกฤติที่อียูประสบ 
  • โครงการที่ศึกษาความท้าทายทางการเมืองด้านอื่นๆ ของอียู 
  • โครงการศึกษาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในภาคสาธารณะ

 

12. ความสามารถในการต้านทานภัยพิบัติ: การปกป้องคุ้มครองสังคมซึ่งรวมถึงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (disaster-resilience: safeguarding and securing society, including adapting to climate change) วงเงินงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรในปี ค.ศ. 2014 จำนวน 35 ล้านยูโร

ทุกๆ ปี ความเสียหายทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจสังคมจากภัยพิบัติทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่เกิดจากมนุษย์ ความเสียหายจากอาชญากรรมและการก่อการร้าย ทำให้อียูต้องสูญเสียเม็ดเงินอย่างน้อยร้อยละ 5ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศทั้งหมด วัตถุประสงค์ในการให้ทุนในสาขาความสามารถในการต้านทานภัยพิบัติฯ คือ การลดความสูญเสียของชีวิตมนุษย์ ความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อม ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และความเสียหายทางกายภาพจากภัยพิบัติ 

ตัวอย่างโครงการในสาขานี้ที่จะพิจารณาให้ทุนดำเนินงาน เช่นโครงการที่ใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมปรับตัวและรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งสาธิตวิธีการและทางเลือกต่างๆ ที่สามารถปฏิบัติได้จริง แทนการประเมินความเสียหาย ความเสี่ยงและโอกาส