โครงการแบตเตอรี 2030 + : แผนการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรีระยะยาวของสหภาพยุโรป

01/07/19

แบตเตอรีมีศักยภาพในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของภาคการขนส่ง และสามารถช่วยให้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยโครงการแบตเตอรี 2030 + ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มของคณะกรรมาธิการยุโรปที่จะพัฒนาแผนการวิจัยขนาดใหญ่และระยะยาวด้านแบตเตอรี จะส่งผลให้เกิดการรวบรวมนักวิจัยชั้นนำในยุโรปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาครั้งสำคัญในการนำไปสู่เทคโนโลยีแบตเตอรีขั้นสูง

ปัจจุบันทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงแหล่งพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งจะต้องอาศัยเทคโนโลยีแบตเตอรีและการกักเก็บพลังงานในการขับเคลื่อน สหภาพยุโรปจึงจำเป็นต้องสนับสนุนอุตสาหกรรมแบตเตอรีในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านแบตเตอรีเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในการผลิตแบตเตอรีที่มีประสิทธิภาพสูง ชาร์จไฟได้เร็ว มีคลามปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการแบตเตอรี 2030 + ได้รับทุนสนับสนุนจากสหภาพยุโรปภายใต้โครงการ Horizon 2020 ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมที่ใหญ่ที่สุดในสหภาพยุโรป โดยโครงการแบตเตอรี 2030 + จะช่วยให้นักวิจัยในยุโรปและตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมที่ทำงานด้านแบตเตอรีได้มาพบปะและทำงานร่วมกันเป็นระยะเวลา 12 เดือน ในการจัดทำแผนการวิจัยและพัฒนาระยะยาวสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งทางด้านพลังงานและความสามารถในการกักเก็บพลังงาน พร้อมทั้งมีความปลอดภัยในการใช้งาน ชาร์จไฟได้ง่าย นำกลับมาใช้ใหม่ได้ นำไปรีไซเคิลได้ และสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นอกจากนี้โครงการแบตเตอรี 2030 + ยังเน้นการวิจัยและศึกษาหาวิธีทางวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ ที่เอื้อให้มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล อย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์ ข้อมูลขนาดใหญ่ ระบบเซ็นเซอร์ และการคำนวณเพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านไฟฟ้าเคมี และศึกษากระบวนการทางเคมีของแบตเตอรี ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมพลังงาน รวมไปถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใกล้เคียง

 

ข้อคิดเห็นจากคณะกรรมาธิการยุโรปและผู้เชี่ยวชาญ

นาง Mariya Gabriel กรรมาธิการยุโรป ด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล กล่าวว่าการที่ยุโรปจะเปลี่ยนผ่านสู่สังคมไร้คาร์บอนไดออกไซด์ จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีแบตเตอรีที่มีศักยภาพที่เอื้อต่อการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและการกักเก็บพลังงานหมุนเวียนในระดับกว้าง สหภาพยุโรปต้องระดมความเป็นเลิศทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเพื่อเสริมสร้างเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและผลิตเทคโนโลยีแบตเตอรีที่มีมูลค่าสูงในยุโรป

นาย Carlos Moedas กรรมาธิการยุโรป ด้านการวิจัย วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม  กล่าวว่า แบตเตอรีถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องรวบรวมความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์ และสร้างห่วงโซ่คุณค่าชองแบตเตอรี เพื่อพัฒนายุโรปให้เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรีแห่งอนาคต ซึ่งจะถือเป็นตัวกำหนดลำดับของความสามารถในการแข่งขัยในเวทีระดับโลก และเสริมสร้างความเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

Kristina Edström ผู้ประสานงานโครงการแบตเตอรี 2030 + และดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านเคมีอนินทรีย์ ณ Uppsala University ประเทศสวีเดน กล่าวว่า ในอนาคตแบตเตอรีรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง น่าเชื่อถือ ปลอดภัย ยั่งยืน และราคาถูกเป็นสิ่งที่จำเป็น และโครงการแบตเตอรี 2030 + จะมุ่งเน้นการพัฒนาและออกแบบแบตเตอรีประเภทนี้ โดยเราจะสร้างแพลตฟอร์มขึ้นมาโดยการใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่อง และปัญญาประดิษฐ์เพื่อเร่งการพัฒนาวัสดุใหม่ ๆ ในการผลิตแบตเตอรีดังกล่าว โดยพิจารณาถึงข้อกำหนดด้านความยั่งยืนอยู่เสมอ

 

สหภาพยุโรปและโครงการด้านแบตเตอรี

ในปี ค.ศ. 2017 คณะกรรมาธิการยุโรปได้จัดตั้งภาคีแบตเตอรีแห่งยุโรป ซึ่งรวบรวมนักกำหนดนโยบาย ตัวแทนจากภาคการศึกษา และตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อทำงานร่วมกันในการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรีใหม่ ๆ และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแบตเตอรีในยุโรป

ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 2018 คณะกรรมาธิการยุโรปได้เปิดตัวโครงการวิจัยขนาดใหญ่ด้านเทคโนโลยีแบตเตอรีแห่งอนาคต โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ด้านแบตเตอรีของคณะกรรมาธิการยุโรป

สำหรับโครงการแบตเตอรี 2030 + มีพันธมิตรจาก 9 ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโปรเข้าร่วม ในการสร้างรากฐานโครงการวิจัยระยะยาวและขนาดใหญ่ในด้านเทคโนโลยีแบตเตอรีแห่งอนาคต

คณะทำงานของโครงการแบตเตอรี 2030 + ประกอบด้วย:

  • 5 มหาวิทยาลัย (Uppsala University, Politecnico di Torino, Technical University of Denmark, Vrije Universiteit Brussel, University of Münster)
  • 8 ศูนย์วิจัย (French Alternative Energies and Atomic Energy Commission, Karlsruhe Institute of Technology, French National Centre for Scientific Research, Forschungszentrum Jülich, Fraunhofer-Gesellschaf, Fundacion Cidetec, etc)
  • 3 องค์กรวิจัยขับเคลื่อนโดยภาคอุตสาหกรรม (Energy Materials Industrial Research Initiative, European Association for Storage of Energy, Recharge Association)

 

ที่มา: https://ec.europa.eu/digital-single-market/en/news/battery-2030-inventing-batteries-future


กลับไปหน้าบทความ