กฎหมายสภาพภูมิอากาศแห่งสหภาพยุโรป (European Climate Law)

05/03/2020

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2563 ณ กรุงบรัสเซลส์ คณะกรรมาธิการยุโรปได้มีการเสนอกฎหมายสภาพภูมิอากาศของยุโรป (European Climate Law) ที่มีเป้าหมายปลอดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2050 เพื่อการปกป้องโลกและมนุษย์ ทั้งนี้ กฎหมายสภาพภูมิอากาศของยุโรป (European Climate Law) นอกจากกำหนดเป้าหมายในปี ค.ศ. 2050  แล้วยังกำหนดทิศทางของการขับเคลื่อนนโยบายของสหภาพยุโรปทั้งหมดที่จะช่วยให้หน่วยงานสาธารณะ ภาคธุรกิจ และประชาชน สามารถคาดการณ์ได้ ในขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการได้มีการเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะเพื่อร่วมกันออกแบบกฎหมายนี้ด้วย

นาง Ursula von der Leyen ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปได้กล่าวว่า “เรากำลังทำหน้าที่ในวันนี้เพื่อทำให้สหภาพยุโรปเป็นภูมิภาคแห่งแรกของโลกที่มีการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2050  โดยกฎหมายสภาพภูมิอากาศ (Climate law) ของยุโรปนี้ เป็นมาตรการทางกฎหมายที่มีความสำคัญมากที่สุดเพื่อการผลักดันนโยบายข้อตกลงยุโรปสีเขียว ( European Green Deal)  ที่ได้เปิดแถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2563 และได้แถลงต่อสภายุโรปเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2563 ให้เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ ถือได้ว่ากฎหมายสภาพภูมิอากาศ (Climate law) นี้เป็นหัวใจของนโยบายข้อตกลงสีเขียว (Green Deal ) ของสหภาพยุโรป เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคตของสหภาพยุโรป สามารถคาดการณ์ได้ และเป็นมาตรการที่มีความโปร่งใสต่อภาคอุตสาหกรรมและนักลงทุนในยุโรป ทั้งยังเป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางสู่กลยุทธ์การเติบโตสีเขียวของสหภาพยุโรป และรับประกันว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป และมีความเป็นธรรม”

นาย Frans Timmermans รองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งรับผิดชอบนโยบายสีเขียวของสหภาพยุโรป ได้กล่าวเสริมว่า “ในวันนี้  เรากำลังแปลงนโยบายที่ได้ประกาศไว้ไปสู่การปฏิบัติ โดยอาศัยมาตรการทางกฎหมาย เพื่อแสดงให้ประชาชนยุโรปเห็นว่าเราจริงจังเพื่อการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2050  นอกจากนี้ กฎหมายสภาพอากาศยุโรป ยังถือเป็นการส่งสัญญาณถึงต่างประเทศที่เป็นพันธมิตรกับสหภาพยุโรปในประเด็นที่สหภาพยุโรปจะให้ความสำคัญกับกฎหมายสภาพภูมิอากาศนี้เพื่อผลักดันให้ต่างประเทศบรรลุเป้าหมายที่ท้าทายร่วมกัน ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และนำไปสู่ความรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกันตามข้อตกลงปารีส (Paris agreement)  กฎหมายสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรปจะทำให้มั่นใจได้ว่าเรามุ่งเน้นและรักษาวินัย เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แต่ละประเทศต้องร่วมรับผิดชอบ”

ในกฎหมายสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป คณะกรรมาธิการยุโรปได้เสนอเป้าหมายผูกพันในควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ให้ได้ภายในปี ค.ศ. 2050 ทั้งนี้สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิกต่างร่วมรับผิดชอบในการกำหนดมาตรการที่จำเป็นทั้งในระดับสหภาพยุโรปและในระดับประเทศสมาชิกเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้

กฎหมายสภาพภูมิอากาศยังได้ครอบคลุมถึงมาตรการในการติดตามความคืบหน้าและการปรับการดำเนินการให้สอดคล้องกัน เช่น กระบวนการกำกับดูแลสำหรับแผนด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศแห่งชาติของแต่ประเทศสมาชิก รายงานที่ออกเป็นประจำโดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมยุโรป (European Environment Agency) และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบ โดยทั้งนี้จะมีการตรวจสอบความคืบหน้าทุกๆ 5 ปี ที่สอดคล้องกับการตรวจสอบการบรรลุการลดก๊าซเรือนกระจกของแต่ละประเทศเพื่อให้ทราบถึงภาพรวมของทั่วโลกตามข้อตกลงปารีส

กฎหมายสภาพภูมิอากาศ ยังได้ระบุถึงเส้นทางสู่เป้าหมายใน ค.ศ.  2050 ดังนี้

  • โดยอาศัยการประเมินผลกระทบที่ครอบคลุม (comprehensive impact assessment) คณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอเป้าหมายใหม่ของการลดก๊าซเรือนกระจก ในปี ค.ศ. 2030 ทั้งนี้เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกฎหมายสภาพภูมิอากาศจะได้รับการแก้ไขหลังจากการประเมินผลกระทบเสร็จสมบูรณ์
  • ภายในเดือนมิถุนายน 2564 (ค.ศ. 2021) คณะกรรมาธิการยุโรป จะทบทวน และหากจำเป็นต้องเสนอให้แก้ไขเครื่องมือทางนโยบายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อให้บรรลุการลดการปล่อยก๊าซเพิ่มเติมในปี ค.ศ. 2030
  • คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอการตั้งค่าเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วทั้งสหภาพยุโรป (2030-2050 EU-wide trajectory ) สำหรับปี ค.ศ. 2030 – 2050 (ปี พ.ศ. 2573-2593) เพื่อวัดความก้าวหน้าและการคาดการณ์ต่อหน่วยงานสาธารณะ ภาคธุรกิจ และประชาชน
  • ภายในเดือนกันยายน 2566 (ค.ศ. 2023)  และทุก ๆ 5 ปีหลังจากนั้น คณะกรรมาธิการยุโรปจะประเมินความสอดคล้องในมาตรการของสหภาพยุโรปและของระดับชาติของประเทศสมาชิกต่อเป้าหมายความเป็นกลางด้านสภาพภูมิอากาศ และเป้าหมายในปี 2573-2593 (ค.ศ. 2030 – 2050)
  • คณะกรรมาธิการยุโรปจะมีอำนาจในการออกข้อเสนอแนะต่อประเทศสมาชิกที่มีการดำเนินการไม่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสภาพอากาศที่เป็นกลาง และประเทศสมาชิกจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้ หรือต้องอธิบายเหตุผลอันเนื่องมาจากความล้มเหลวไม่เป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าว คณะกรรมาธิการยุโรปยังสามารถตรวจสอบความเหมาะสมของเส้นทางความก้าวหน้าในการบรรลุเป้าหมายของแต่ละประเทศสมาชิก และมาตรการของสหภาพยุโรปในภาพรวม
  • ประเทศสมาชิกจะต้องพัฒนาและใช้กลยุทธ์การปรับตัวเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่น (adaptation strategies to strengthen resilience) และลดความเสี่ยงต่อผลกระทบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การกำหนดนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรปและนโยบายในอนาคต

ทุกภาคส่วนของสังคมและเศรษฐกิจต่างมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนผ่านไปเป็นสหภาพยุโรปที่เป็นกลางต่อสภาพภูมิอากาศควบคู่ไปกับนโยบายและกฎระเบียบของรัฐบาล

คณะกรรมาธิการยุโรปจึงได้เปิดรับฟังความเห็นสาธารณะต่อข้อตกลงฉบับใหม่ ว่าด้วยสภาพภูมิอากาศยุโรป ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มในวงกว้าง เพื่อให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้มีโอกาสแสดงความเห็นสาธารณะและมีบทบาทในการออกแบบการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ มีการแบ่งปันข้อมูล การเปิดตัวกิจกรรมระดับรากหญ้าและการจัดแสดงแนวทางปฏิบัติที่ผู้อื่นสามารถนำไปใช้ได้

ทั้งนี้ จะมีการเปิดการรับฟังความเห็นสาธารณะเป็นเวลา 12 สัปดาห์  และข้อมูลที่ได้รับจะถูกนำไปใช้เพื่อปรับข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Pact) ซึ่งจะมีการเปิดตัวก่อนการประชุม COP26 ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ ที่จะจัดขึ้น ณ เมืองกลาสโกว์ ในเดือนพฤศจิกายน 2563

ณ วันที่ 4 มีนาคม 2563 คณะกรรมาธิการยุโรปเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการด้วยการตีพิมพ์การประเมินผลกระทบจากการปรับกลไกด้านคาร์บอนที่ชายแดน (Carbon Boarder Adjustment Mechanism) และการทบทวนกฏระเบียบการจัดเก็บภาษีพลังงาน (Energy Taxation Directive) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญภายใต้นโยบาย European Green Deal

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยุโรป ได้เสนอให้ปี ค.ศ 2021 (พ.ศ. 2664) เป็นปีแห่งการรถไฟยุโรป (European Year of Rail) เพื่อเน้นประโยชน์ที่มีต่อสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากการเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร และการขนส่งสินค้าโดยเครือข่ายรถไฟ

การเสนอกฎหมายสภาพภูมิอากาศและการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะฯ นี้ มีที่มาสืบเนื่องจากความมุ่งมั่นของสหภาพยุโรปในการเป็นภูมิภาคที่เป็นกลางต่อสภาพภูมิอากาศของโลกภายในปี ค.ศ 2050 (พ.ศ. 2593)  ถือเป็นหัวใจของข้อเสนอสีเขียวยุโรป ซึ่งได้เปิดการแถลงข่าว โดย นาง Von der Leyen  ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 โดยคณะกรรมาธิการได้กำหนดวิสัยทัศน์สำหรับสหภาพยุโรปที่ต้องการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางต่อสภาพภูมิอากาศ ภายในปี ค.ศ.  2050 นั้น สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของข้อตกลงปารีสเพื่อรักษาอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นไม่เกิน 2° C และความพยายามที่จะให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5° C  ทั้งนี้รัฐสภายุโรปได้รับรองเป้าหมายของสหภาพยุโรปในการบรรลุเพื่อให้การปล่อยสุทธิของก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2562 และเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2562 สภายุโรปได้รับรองเป้าหมายของสหภาพยุโรปที่เป็นกลางสภาพภูมิอากาศภายในปี ค.ศ 2050 (พ.ศ. 2593)

ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อประเทศไทย

การประกาศใช้กฎหมาย European Climate Law ดังกล่าวย่อมทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมของกระบวนการผลิตสินค้า การลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพื่อป้องกันสารตกค้างในผลผลิต และการผลักดันและส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นทดแทนสารเคมี เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ประเทศไทยจะต้องแบกรับภาระเกี่ยวกับการเก็บภาษีคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน ซึ่งจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมการรองรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในการกำหนดนโยบายของประเทศ อีกทั้งภาคเอกชนไทยที่ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมที่อาจจะถูกกระทบโดยมาตรการทางกฎหมายใหม่นี้ได้พึงเตรียมตัว รองรับการเปลี่ยนแปลง และ ปรับตัวรับกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ทันท่วงที โดยเฉพาะธุรกิจที่ส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์มายังสหภาพยุโรป ซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบเนื่องมาจากการสนับสนุนการเดินทางโดยรถไฟในวหภาพยุโรป ควรจะต้องมองหามาตราการหรือตลาดเสริมเพื่อรองรับ

ในทางกลับกันประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากกฎหมาย European Climate Law ในการร่างมาตรการและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ของไทย หรือเป็นช่องทางในการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยด้านพลังงานสะอาดในยุโรปได้อีกด้วย อาทิเช่น การส่งเสริมการลงทุนในระบบรางเพื่อกระตุ้นการเดินทางโดยรถไฟ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศ

ผู้ที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายสภาพภูมิอากาศของยุโรป พร้อมทั้งข้อเสนอแนะสามารถติดตามอ่านได้ที่ รายงานผลการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลนโยบาย ของสำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ ประจำเดือนมีนาคม 2563

ที่มา: https://ec.europa.eu/commission/presscorner/detail/en/ip_20_335


กลับไปหน้าบทความ