การประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างเครือข่ายการวิจัยเพื่อต่อสู้กับโรคโควิด-19

23/06/2020

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2563 สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้ร่วมประชุมออนไลน์ COVID-19 International online R&I networking event ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการยุโรป ด้านการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเข้ารับทราบข้อมูลงานวิจัยทั่วโลกในประเด็นการจัดการกับโรคโควิด-19 และศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานของประเทศต่าง ๆ โดยในการประชุมมีผู้แทนจากสำนักงานสภานโยบายวิทยาศาสตร์ และหน่วยงานด้านการวิจัยของประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม รวมถึงผู้แทนจากโครงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อรักษาโรคโควิด-19 ที่ได้รับทุนจากสหภาพยุโรป มานำเสนอผลงานวิจัยและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น

โดยจุดประสงค์หลักของการจัดประชุมออนไลน์ในครั้งนี้ คือ เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายการวิจัย รวมไปถึงนำเสนอผลงานวิจัยของโครงการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันให้แก่เครือข่ายนักวิจัยและบุคคลการด้านนโยบายทางวิทยาศาสตร์ได้รับทราบ แลกเปลี่ยนข้อมูลวิทยาการด้านการรักษาโรคโควิด-19 ในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก และหารือถึงความเป็นไปได้ในการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในอนาคตในสาขาการจัดการโรคโควิด-19

แพลตฟอร์มแบ่งปันข้อมูลสำหรับนักวิจัยเพื่อต่อสู้กับโรคโควิด-19

ในการประชุมมีการนำเสนอ EU Covid-19 Data Platform ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่จัดตั้งโดยสหภาพยุโรปเพื่อให้นักวิจัยเก็บรักษา แบ่งปัน และวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ร่วมกัน

โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวจะเปิดกว้างแก่นักวิจัยทั่วโลก และรวบรวมข้อมูลที่ได้จากทั้งยุโรปและนานาประเทศทั่วโลก พร้อมมีการตรวจสอบข้อมูลเพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์ม ซึ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโควิด-19 ไว้อย่างหลากหลายประเภท อาทิ ลำดับพันธุกรรม โครงสร้างโปรตีนของไวรัส ข้อมูลจากการวิจัยระยะก่อนและหลังมีอาการของโรค ข้อมูลด้านการระบาดวิทยา และอื่น ๆ อีกมากมาย

แพลตฟอร์มนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยสามารถเข้าถึงข้อมูลและแบ่งปันกับผู้อื่นได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านพรมแดน กฎเกณฑ์ หรือระบบสาธารณสุข แพลตฟอร์มนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถทำงานเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มดังกล่าวได้ที่ https://www.covid19dataportal.org/

นอกจากนี้ในที่ประชุมยังมีการนำเสนออีกหนึ่งแพลตฟอร์มการแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการโรคโควิด-19 ที่ชื่อว่า COVID-19 Research Project Tracker ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นจากความร่วมมือระหว่างเครือข่ายวิจัย Global Research Collaboration for Infectious Disease Preparedness (GloPID-R) และ UK Collaborative on Development Research (UKCDR) ซึ่งเป็นหน่วยงานส่งเสริมการพัฒนาและการสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยของสหราชอาณาจักร

โดยในปัจจุบัน ทั้งสององค์กรมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือการวิจัยด้านโรคติดเชื้อระหว่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือการระบาดของโรคติดเชื้อต่าง ๆ ที่ระบาดในโลก โดยเฉพาะโรคโควิด-19 และได้ทำงานร่วมกับสมาชิกของเครือข่ายและองค์การอนามัยโลกเพื่อกำหนดหัวข้อการวิจัยที่สำคัญที่จะสนับสนุนให้ทุน โดยขณะนี้จะมุ่งเน้นการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีการวินิจฉัย การรักษา และการพัฒนาวัคซีน พร้อมทั้งการให้ความช่วยเหลือทางสาธารณสุขต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เพื่อจำกัดอัตราการป่วยและเสียชีวิต

โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวจะรวบรวมฐานข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโครงการวิจัยด้านโรคโควิด-19 ทั่วโลก ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัยและนักวิจัยทั่วโลกสามารถเห็นถึงข้อจำกัดและโอกาสในการวิจัยในสาขานี้ และเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจการลงทุนสร้างความร่วมมือการวิจัยในอนาคต โดยมีการนำเสนอทั้งในรูปแบบของตารางสรุปและแผนที่โครงการแบบโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้ รวมไปถึงมีการจำแนกโครงการวิจัยตามสาขาวิจัยที่องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ ได้แก่ การศึกษาวิธีการแพร่กระจายและการตรวจวินิจฉัยของไวรัส การวิจัยในสัตว์ทดลองและสภาพแวดล้อม การศึกษาทางระบาดวิทยา การทดลองทางคลินิก การศึกษาหาวิธีการป้องกันการติดเชื้อ การวิจัยและพัฒนาวิธีการรักษา การวิจัยและพัฒนาวัคซีน การศึกษาจริยาธรรมของการวิจัย และการวิจัยด้านสังคมศาสตร์ในการตอบสนองต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส

ผู้ใช้งานสามารถเลือกค้นหาโครงการวิจัยทั่วโลกได้ตามรายชื่อประเทศ รายชื่อผู้สนับสนุนทุนวิจัย และรายชื่อสาขาการวิจัยที่ที่องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญ และยังสามารถค้นหาข้อมูลการทดลองทางคลินิกจากฐานข้อมูลขององค์การอนามัยโลกได้อีกด้วย โดยข้อมูลจะถูกนำเสนอในรูปแบบของ pivot analysis อีกทั้งยังมีการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโครงการให้ทุนวิจัยด้านโรคโควิด-19 โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มดังกล่าวได้ที่ https://docs.google.com/spreadsheets/d/1zMGzEJqAYHT4k1HkbmQDPvaaINrBgFRq1X5G6QptiKE/edit#gid=977905484

 

วิทยาการด้านการรักษาโรคโควิด-19

นอกจากการนำเสนอฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคโควิด-19 ในการประชุมครั้งนี้ยังมีการนำเสนอและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการรักษาโรคโควิด-19 ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

ในงานวิจัยพบว่าผู้ป่วยโรคโควิด-19 หลายรายที่มีอาการรุนแรง มีระดับไซโตไคน์ (cytokines) หลายชนิดในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยไซโตไคน์เป็นสารที่สร้างและหลั่งโดยเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน  มีบทบาทในการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันตามปกติเมื่อมีแปลกปลอมมากระตุ้น แต่บางกรณีร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงหรือมากเกินไป ทำให้มีการหลั่งไซโตไคน์หลายชนิดสู่กระแสเลือดทันทีพร้อมกันในปริมาณมาก และก่อให้เกิดการอักเสบของอวัยวะบางส่วน ซึ่งเป็นผลมาจากปฏิกิริยาการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันอย่างหนึ่งของร่างกายในการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม โดยการอักเสบของอวัยวะบางแห่งซึ่งอาจรุนแรงจนทำให้อวัยวะนั้นทำงานล้มเหลว และนำสู่การเสียชีวิตได้

ทั้งนี้ ในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 ได้มีการทดลองนำยาต้านไซโตไคน์บางชนิดมาทดลองใช้รักษาผู้ป่วยเพื่อเป็นการช่วยชีวิตตามความจำเป็น เช่น ใช้รักษาอาการปอดอักเสบรุนแรง ขณะนี้หลายหน่วยงานกำลังเร่งศึกษายาต้านไซโตไคน์ทั้งชนิดที่ใช้เป็นยารักษาโรคอื่นอยู่แล้วและยาใหม่ที่ยังไม่เคยวางจำหน่ายมาก่อน สำหรับยาที่มีใช้อยู่แล้วส่วนใหญ่เป็นยารักษาโรคข้ออักเสบ การศึกษาส่วนใหญ่เริ่มต้นช่วงเดือนเมษายน 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่ยังสามารถหาผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการได้เป็นจำนวนมาก และบางการศึกษาได้เริ่มประเมินผลเบื้องต้นในเดือนมิถุนายน 2563

โดยหนึ่งตัวอย่างของการวิจัย คือ การศึกษายาต้านไซโตไคน์ที่ชื่อว่า interleukin-6 โดยในการศึกษามีการแบ่งกลุ่มผู้ป่วยแบบสุ่มและมีกลุ่มยาหลอกเพื่อเปรียบเทียบ และเป็นการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 3 ที่ทำร่วมกันหลายหน่วยงานในหลายประเทศในยุโรป เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาต้านไซโตไคน์ชนิดนี้

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอโครงการวิจัย Solnatide ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยเป็นจำนวน 1.6 ล้านยูโรจากสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัยในประเทศอิตาลี เยอรมนี สเปน และออสเตรีย โดยเป็นการศึกษาการใช้โมเลกุลเพบไปด์ที่ชื่อว่า Solnatide ในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน (Acute Respiratory Distress Syndrome, ARDS) ซึ่งเป็นความผิดปกติของระบบการหายใจที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ทำให้ผู้ป่วยหายใจลำบาก หายใจเร็วผิดปกติ และมีอาการหอบเหนื่อย เป็นผลให้มีภาวะพร่องออกซิเจนอย่างมาก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องทันท่วงทีผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตได้ รวมไปถึงการรักษาอาการปอดบวมน้ำ (Pulmonary Oedema, PPO) ซึ่งเป็นภาวะที่มีการคั่งของสารน้ำในถุงลมของเนื้อปอด ทำให้ปอดไม่สามารถทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซอ๊อกซิเจนได้ตามปกติและเกิดเป็นภาวะการหายใจล้มเหลวได้ โดยปัจจุบันทั้งสองอาการยังไม่มียาหรือวิธีการรักษาอย่างเฉพาะเจาะจงและที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ดังนั้นโครงการวิจัย Solnatide จึงมีจุดมุ่งหมายในการพัฒนายารักษาอาการทั้งสองซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการติดเชื้อโรคโควิด-19 โดยจะมีการศึกษาถึงความปลอดภัย ความสามารถในการทนต่อยาของผู้ป่วย และประสิทธิภาพในการรักษาทางคลินิกในผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 โดยยา Solnatide ได้ผ่านการทดลองทางคลินิกขั้นที่ 1 ไปเรียบร้อยแล้ว และในขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิกขั้นที่ 2

สำหรับการพัฒนาวัคซีนสำหรับโรคโควิด-19 นอกจากการใช้การตัดต่อสารพันธุกรรม เช่น DNA และ  mRNA แล้ว ยังมีรูปแบบการพัฒนาวัคซีนที่เรียกว่า การใช้อนุภาคคล้ายไวรัส (virus-like particles, VLPs) มาพัฒนาเป็นวัคซีนอีกด้วย ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงสร้างโปรตีนที่เลียนแบบองค์ประกอบและโครงสร้างของไวรัส แต่ไม่มีข้อมูลพันธุกรรมทั้งหมดของไวรัส ซึ่งจะช่วยให้ได้วัคซีนทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และราคาไม่สูง

นอกจากนี้ยังมีโครงการวิจัยที่ทำการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มและมีการอำพรางสองฝ่าย (randomized double-blind controlled trial) ซึ่งผู้ทำการทดลองและผู้ร่วมการทดลองต่างไม่ทราบข้อมูลการทดลอง เพื่อทดสอบถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการใช้ยาสามัญ imatinib ในการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีอาการปอดอักเสบ รวมไปถึงการใช้การตัดต่อเนื้อเยื่อมนุษย์ในห้องปฏิบัติการเพื่อทดสอบประสิทธิภาพยาต้านไวรัสชนิดใหม่

อีกหนึ่งวิทยาการ คือ การใช้ nanobody ซึ่งเป็นแอนติบอดี้ขนาดเล็กในการต่อสู้กับไวรัสโคโรนา โดย nanobody มีคุณสมบัติพิเศษคือ สามารถหาพื้นที่ว่างบนพื้นผิวของเชื้อไวรัส และเข้าไปเกาะจับเชื้อไวรัสทำให้เชื้อไวรัสไม่สามารถไปจับกับเซลล์อื่น ๆ ในร่างกายได้ อีกทั้ง nanobody ยังสามารถทนต่อความร้อนและสารเคมีได้อีกด้วย

เนื่องจากในทีประชุมได้มีข้อเสนอให้มีการสร้างความร่วมมือในการทำการทดลองทางคลินิกร่วมกันในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก เพื่อทดสอบประสิทฺธิภาพวิธีการรักษาโรคโควิด-19 ประเภทต่าง ๆ ดังนั้นจึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มฐานข้อมูลดังกล่าว ในประเด็นต่าง ๆ เช่น อัพเดทข้อมูลวิทยาการและงานวิจัยล่าสุด ค้นหาทุนวิจัย หาพันธมิตรในการทำงานวิจัยร่วมกันในหัวข้อที่สนใจที่เกี่ยวข้องกับการจัดการโรคโควิด-19 ซึ่งอาจจะนำไปสู่การสมัครขอรับทุนวิจัยภายใต้โครงการ Horizon Europe ร่วมกันในอนาคตได้ นอกจากนี้ประเทศไทยอาจจะประสานสอบถามถึงความสนใจของหน่วยงานวิจัยอื่น ๆ ในยุโรปในการร่วมทำการทดลองเชิงคลินิกร่วมกันเพื่อทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนหรือวิธีการรักษาต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้ได้กลุ่มตัวอย่างในการทดลองเพิ่มมากขึ้น และอาจช่วยร่นระยะเวลาในการทดลองได้อีกด้วย


กลับไปหน้าบทความ