การประชุมของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศว่าด้วยแผนการพัฒนาประสิทธิภาพพลังงาน

30/06/2020

เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้เข้าร่วมการประชุมออนไลน์ 5 th Annual Global Conference on Energy Efficiency  ซึ่งจัดโดยสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA (International Energy Agency) โดยมีเนื้อหาสำคัญของการประชุมที่สามารถสรุปได้ ดังนี้

คณะกรรมธิการว่าด้วยภาวะเร่งด่วนในการพัฒนาประสิทธิภาพพลังงานโลกได้ถูกจัดตั้งขึ้นในเดือนมิถุนายน 2562 ในงานประชุมประจำปีครั้งที่ 4 ของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency, IEA) ณ กรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ โดยคณะกรรมาธิการประกอบด้วย 23 สมาชิก จากหลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นผู้นำประเทศ รัฐมนตรีทั้งปัจจุบันและอดีต ผู้บริหารระดับสูง และผู้นำทางความคิดระดับโลก โดยคณะกรรมาธิการดังกล่าวร่วมกับสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศได้ทำการวิเคราะห์และตรวจสอบประสิทธิภาพทางพลังงาน ว่าจะสามารถถูกพัฒนาผ่านการดำเนินนโยบายของภาครัฐได้อย่างไร เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันพบว่าประสิทธิภาพทางพลังงานไม่ได้ถูกพัฒนาเร็วเท่าที่ควรเพื่อตอบสนองต่ออุปสงค์ทางพลังงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการพัฒนาประสิทธิภาพทางพลังงานได้มากเท่าที่ควร นอกจากนี้ในปี 2563 การระบาดครั้งใหญ่ของโรคโควิด-19 ทั่วโลก ได้แปรสภาพภูมิทัศน์พลังงานและลำดับความสำคัญของแผนดำเนินการของรัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลก ด้วยเหตุนี้ แผนนโยบายจากคณะกรรมธิการว่าด้วยภาวะเร่งด่วนในการพัฒนาประสิทธิภาพพลังงานโลกจึงถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทในปัจจุบัน และมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากประสิทธิภาพทางพลังงานมาเป็นกุญแจหลักในการรับมือกับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม โดยข้อเสนอแนะจากคณะกรรมธิการว่าด้วยภาวะเร่งด่วนในการพัฒนาประสิทธิภาพพลังงานโลกสามารถสรุปได้เป็น 10 ข้อ ดังนี้

1)  จัดลำดับความสำคัญของแผนดำเนินงานว่าด้วยการพัฒนาประสิทธิภาพพลังงานและประโยชน์ที่จะได้รับต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกควรจัดทำแผนนโยบายที่เข้มข้นมากขึ้น และมุ่งเน้นประเด็นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ความยืดหยุ่นและความมั่นคงทางพลังงาน การลดคาร์บอนในประเทศ และการสร้างงานอย่างเร่งด่วน

2)  การพัฒนาประสิทธิภาพพลังงานจะช่วยสร้างโอกาสและพัฒนาประสิทธิภาพของการสร้างงานให้สูงขึ้น และจะกลายเป็นภาคส่วนที่มีการจ้างงานอย่างยั่งยืนในระยะยาว

3)     การสร้างและกระตุ้นอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการที่ใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง จะช่วยให้การพัฒนาแผนงานส่งเสริมประสิทธิภาพพลังงานเกิดการขยายตัวได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และช่วยกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ ในตลาดพลังงาน

4)  การระดมเงินเพื่อสนับสนุน ควรจะครอบคลุมในบริบทที่กว้างขึ้นเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของกิจกรรมต่าง ๆ ในตลาด

5)     การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้จะช่วยให้นักกำหนดนโยบายสามารถควบคุม จัดการ และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบพลังงานในวงกว้างได้ดีและสะดวกมากขึ้น

6)     ภาครัฐควรเริ่มดำเนินการเพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ภาคส่วนอื่น ๆ โดยภาครัฐควรจัดสรรงบลงทุนในการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้พลังงานของภาครัฐ กระตุ้นการสร้างนัวตกรรม และพัฒนามาตรฐาน

7)  แผนงานพัฒนาประสิทธิภาพทางพลังงานจำเป็นต้องถูกดำเนินในทุกระดับของสังคม ซึ่งทั้งภาคสังคม ธุรกิจ และชุมชนท้องถิ่นต้องเข้ามามีส่วนร่วม

8)  การศึกษาวิทยาศาสตร์เชิงพฤติกรรมของประชาชนจะทำให้ได้ข้อมูลที่ช่วยในการออกแบบนโยบายเพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชนซึ่งถือเป็นหนึ่งในหัวใจหลักในการพัฒนาประสิทธิภาพทางพลังงาน

9)  การสร้างความร่วมมือในระดับนานาชาติและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ว่าด้วยแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างประเทศ จะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สามารถเรียนรู้ซึ่งกันและกันและประสานการใช้แนวทางปฏิบัติและมาตรฐานที่เหมาะสม

10)  รัฐบาลควรกำหนดเป้าหมายของการพัฒนาประสิทธิภาพทางพลังงานให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาดพลังงาน ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

ตลาดพลังงานหมุนเวียนนั้นกำลังพัฒนาและมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ระบบการจัดการและซื้อขายจึงต้องปรับเปลี่ยนตาม จึงนำไปสู่แนวโน้มของตลาดพลังงานหมุนเวียนแบบเรียลไทม์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นทิศทางหลักในอนาคต ความไม่แน่นอนของการผลิตพลังงาน คือ จุดอ่อนที่สำคัญของพลังงานหมุนเวียน เพราะสภาวะธรรมชาติที่ควบคุมไม่ได้ ทำให้ในบางครั้งผู้ประกอบการจึงต้องหาวิธีรับมือ เช่น ในวันที่มีแสงแดดน้อย โรงผลิตไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์ต้องหาทางชดเชยพลังงานที่ผลิตได้ไม่เพียงพอ โดยใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล เพื่อให้มีการส่งพลังงานอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทำให้ต้นทุนเพิ่ม ปัจจัยในทำนองนี้นำไปสู่ความผันผวนด้านราคาพลังงานระหว่างวัน ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงมีนโยบายสร้างตลาดพลังงานแบบเรียลไทม์ โดยเปลี่ยนระยะเวลากำหนดราคาซื้อขายทันทีของพลังงานไฟฟ้า เช่น จากเดิมที่ตั้งราคาทุก 30 นาที เป็นทุก 5 นาที ซึ่งเชื่อว่าข้อบังคับนี้จะช่วยให้พลังงานหมุนเวียนมีราคาที่ไม่ถูกหรือแพงเกินไปและทำกำไรได้มากขึ้น

เมื่อตลาดพลังงานก้าวไปสู่ระบบตลาดแบบเรียลไทม์ สิ่งที่ตามมาก็คือ ข้อมูลจำนวนมหาศาลและการใช้ระบบอัลกอริทึม เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลแล้วนำมาใช้ในการตัดสินใจซื้อขาย ระบบอัลกอริทึมจะช่วยรับมือในสถานการณ์เช่นนี้ รวมถึงช่วยลดต้นทุนทรัพยากรมนุษย์ ตลาดพลังงานในยุโรปกำลังเป็นผู้นำในการประยุกต์ใช้ระบบใหม่ ๆ เหล่านี้ บรรดาผู้ค้าพลังงานจะตั้งค่าตัวแปรต่าง ๆ เช่น ฐานราคาต่ำสุดและเพดานราคาสูงสุดในการซื้อขาย แล้วใช้ระบบคิดคำนวณตามที่ตั้งโปรแกรมไว้ออกมาเป็นกลยุทธ์การขาย แล้วส่งผ่านข้อมูลเหล่านั้นด้วยซอฟต์แวร์ซึ่งเป็นโปรแกรมที่คำนวณและบริหารจัดการความเสี่ยงในการซื้อขายพลังงานไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง

หนึ่งในปัญหาใหญ่ของโครงการพลังงานหมุนเวียน คือปัญหาเรื่องราคาและประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ หรืออุปกรณ์เก็บสำรองพลังงาน นักวิจัยพยายามคิดค้นว่าจะทำอย่างไรให้แบตเตอรี่มีขนาดเล็ก แต่สามารถเก็บบรรจุพลังงานได้จำนวนมาก โดยที่ราคาไม่สูงเกินไป ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีของแบตเตอรี่สามารถสำรองไฟฟ้าให้ระบบกริดขนาดเล็กระดับไมโคร โดยเป็นแหล่งไฟฟ้าสำรองในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดและเป็นแหล่งเก็บพลังงานส่วนเกินในช่วงที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าต่ำ  


กลับไปหน้าบทความ