รายงานดัชนีเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลประจำปี ค.ศ. 2020

01/07/2020

ในแต่ละปีสหภาพยุโรปจะทำการรายงานดัชนีเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลประจำปี หรือ Digital Economy and Society Index (DESI) ที่มุ่งตรวจสอบการพัฒนาการของประเทศสมาชิกในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ดัชนีดังกล่าวช่วยประเทศสมาชิกในการระบุการลงทุนและการพัฒนาการในสาขาที่จำเป็น ดัชนีเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลยังช่วยในการวางเศรษฐกิจและงบประมาณ และติดตามผลการดำเนินการในด้านดังกล่าว โดยการประเมินได้ดำเนินมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 โดยในการจัดทำดัชนีเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลจะคำนึงถึงตัวชี้วัด 37 ประการ ภายใต้นโยบายดิจิทัล 5 ด้าน ซึ่งประกอบด้วย

  1. ด้านการเชื่อมต่อ (connectivity) ซึ่งจะพิจารณาปัจจัยด้านการเข้าถึงโครงข่ายการสื่อสารความเร็วสูงที่สามารถรับส่งข้อมูลจำนวนมากผ่านสื่อใช้สาย โครงข่ายการสื่อสารความเร็วสูงแบบประจำที่และเคลื่อนที่ และราคาของบริการโครงข่ายการสื่อสารความเร็วสูง
  2. ความสามารถของประชากร (human capital) ซึ่งจะพิจารณาปัจจัยด้านทักษะการใช้อินเตอร์เน็ตและทักษะขั้นสูง และนักเรียนที่จบการศึกษาด้าน STEM (Science, Technology, Engineering and Mathematics) เป็นต้น
  3. การใช้อินเตอร์เน็ต (use of internet) ซึ่งจะพิจารณาปัจจัยด้านการใช้บริการอินเตอร์เน็ตและธุรกรรมออนไลน์
  4. การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล (integration of digital technology) พิจารณาปัจจัยด้านการค้าและการทำธุรกิจออนไลน์ เป็นหลัก
  5. การให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนในรูปแบบดิจิทัล (digital public services) พิจารณาปัจจัยด้านการเข้าถึงบริการและข้อมูลของรัฐแบบออนไลน์ บริการด้านสุขภาพออนไลน์ และการให้บริการข้ามพรมแดนต่อประชาชน เป็นต้น

พัฒนาการทางดัชนีเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 2015 – 2020

จากรายงานพบว่าประเทศไอร์แลนด์มีพัฒนาการที่เด่นชัดมากที่สุด ตามมาด้วยเนเธอร์แลนด์ มอลต้า และสเปน ซึ่งประเทศเหล่านี้มีผลการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสหภาพยุโรป

โดยหากพิจารณาการดำเนินงานด้านดิจิทัลโดยรวม พบว่าประเทศฟินแลนด์และสวีเดน เป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพในบริการดิจิทัลสูงสุดในยุโรป แต่ถ้าพิจารณาถึงพัฒนาการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ระดับพัฒนาการของทั้งสองประเทศสูงกว่าค่าเฉลี่ยของสหภาพยุโรปเพียงเล็กน้อย ซึ่งถือว่ามีพัฒนาการอยู่ในระดับเดียวกันดับประเทศเบลเยียม และเยอรมนี

ในขณะที่ประเทศเดนมาร์ก เอสโตเนีย และลักเซมเบิร์ก มีพัฒนาการด้านระบบดิจิทัลในระดับที่ค่อนข้างต่ำในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าประเทศเหล่านี้จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่มีค่าดัชนีเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับสูง

การประเมินดัชนีเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลปี ค.ศ. 2020

จากการประเมินพบว่าประเทศฟินแลนด์ สวีเดน เดนมาร์ก และเนเธอร์แลนด์ เป็นกลุ่มประเทศที่มีวิทยาการด้านเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงสุดในสหภาพยุโรป ตามมาด้วยมอลต้า ไอร์แลนด์ เอสโตเนีย ในขณะที่ประเทศบัลแกเรีย กรีซ โรมาเนีย และอิตาลีมี ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีค่าดัชนีเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลต่ำที่สุดในสหภาพยุโรป

เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในโลกพบว่าประเทศฟินแลนด์ สวีเดน เดนมาร์ก และเนเธอร์แลนด์ ถือเป็นผู้นำระดับโลกด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ซึ่งเป็นรองเพียงประเทศสหรัฐอเมริกา แต่มีค่าดัชนีสูงกว่าประเทศเกาหลีและญี่ปุ่น โดยภาพรวมค่าเฉลี่ยของการดำเนินงานดิจิทัลของสหภาพยุโรปมีค่าต่ำกว่าสหรัฐอเมริกา เกาหลีและญี่ปุ่น เพียงเล็กน้อย

 

การประเมินภายใต้นโยบายดิจิทัล 5 ด้าน

การเชื่อมต่อและการเข้าถึงโครงข่ายการสื่อสารความเร็วสูง:

จากการประเมินพบว่าการเชื่อมต่อและการเข้าถึงโครงข่ายการสื่อสารความเร็วสูงในสหภาพยุโรปมีการพัฒนาสูงขึ้นเมื่อพิจารณาทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยพื้นที่ครอบคลุมและการเข้าถึงโครงข่ายโทรคมนาคมในอนาคต (next generation access, NGA) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 83 ในปี ค.ศ. 2018 เป็น ร้อยละ 86 ในปี ค.ศ. 2019 ในขณะที่ร้อยละ 44 ของครัวเรือนในยุโรปสามารถเข้าถึงเครือข่าย VHCNs  (fixed very high capacity networks) หากพิจารณาถึงเทคโนโลยี 5G ประเทศฟินแลนด์ เยอรมนี ฮังการี และอิตาลี ถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีความพร้อมมากที่สุดในยุโรปในการพัฒนาและใช้เทคโนโลยี 5G ในขณะที่ประเทศเดนมาร์ก สวีเดน และลักเซมเบิร์ก มีคะแนนสูงสุดในภาพรวมด้านการเชื่อมต่อ

ความสามารถของประชากรในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล:

สัดส่วนของประชากรที่มีทักษะดิจิทัลขั้นพื้นฐานมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 55 ในปี ค.ศ. 2015 เป็นร้อยละ 58 ในปี ค.ศ. 2019 โดยจำนวนประชากรในยุโรปที่ทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในปี ค.ศ. 2018 มีจำนวน 9.1 ล้านคนซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 1.6 ล้านคนเมื่อเทียบกับ 4 ปีก่อนหน้า แต่ทว่าตลาดแรงงานยังขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยบริษัทใหญ่ ๆ  วิสาหกิจขนาดกลางและย่อมมีจำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นร้อยละ 64 และ ร้อยละ 56 ตามลำดับ

การใช้อินเตอร์เน็ต:

การใช้อินเตอร์เน็ตมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยอัตราของประชากรยุโรปที่ใช้อินเตอร์เน็ตอย่างต่ำ 1 ครั้งต่อสัปดาห์อยู่ที่ร้อยละ 75 ซึ่งเพิ่มขึ้นมาร้อยละ 10 จากปี ค.ศ. 2014 โดยการสื่อสารผ่านวิดีโอมีอัตราการขยายตัวสูงสุดเมื่อเทียบกับการใช้อินเตอร์เน็ตในรูปแบบอื่น ๆ โดยในปี ค.ศ. 2018 มีผู้ใช้บริการการสื่อสารผ่านวิดีโอเป็นจำนวนร้อยละ 49 ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งหมด และเพิ่มเป็นร้อยละ 60 ในปี ค.ศ. 2019 นอกจากนี้การใช้อินเตอร์เน็ตในการทำธุรกรรมออนไลน์ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมากเช่นเดียวกัน แต่ทว่าในปี ค.ศ. 2019 มีเพียงร้อยละ 11 ของประชากรในยุโรปที่สำเร็จการศึกษาออนไลน์

การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล:

การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลในภาคธุรกิจในยุโรป ถือว่ามีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับขนาดของบริษัท ภาคส่วน และประเทศสมาชิก โดยองค์กรและบริษัทต่าง ๆ ได้มีการดำเนินการในระบบดิจิทัลมากขึ้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งร้อยละ 38.5 ของบริษัทขนาดใหญ่มีการใช้เทคโนโลยีระบบการประมวลผลบนระบบคลาวด์ขั้นสูง  และร้อยละ 32.7 ของบริษัทขนาดใหญ่มีการใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์จากข้อมูลขนาดใหญ่ แต่ทว่าการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในวิสาหกิจขนาดกลางและย่อมยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งถือเป็นเพียงร้อยละ 12-17 ของวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม

การให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนในรูปแบบดิจิทัล:

ในปี ค.ศ. 2019 พบว่าคุณภาพและการใช้ประโยชน์จากบริการสาธารณะในรูปแบบดิจิทัลของประชากรเพิ่มขึ้น โดยร้อยละ 67 ของประชากรเคยกรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อนำส่งข้อมูลให้แก่ภาครัฐ โดยจากเดิมมีประมาณร้อยละ 57 ในปี ค.ศ. 2014 โดยประเทศที่เป็นผู้นำด้านการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนในรูปแบบดิจิทัลในยุโรป ได้แก่ ประเทศเอสโตเนีย เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และลัตเวีย

ที่มา: https://ec.europa.eu/commission/presscorner/detail/en/qanda_20_1022

 


กลับไปหน้าบทความ