การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสังคม (STS Forum Annual Meeting 2020)

11/06/2020

เมื่อวันที่ 3-6 ตุลาคม 2563 ดร. มาณพ สิทธิเดช อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์  ได้รับเชิญและได้เข้าร่วมการประชุม STS Forum Annual Meeting ประจำปี 2563 ครั้งที่ 17 ว่าด้วยเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสังคม ซึ่งจัดขึ้นผ่านระบบออนไลน์จากกรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ กว่า 1,500 คน จากหลากหลายภาคส่วน ซึ่งประกอบด้วยผู้นำประเทศ ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นักกำหนดนโยบาย รวมทั้งภาคเอกชน และสื่อมวลชน จาก 120 หน่วยงานทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และองค์กรนานาชาติ โดยการประชุมครั้งนี้มีวาระสำคัญในการอภิปรายไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ภาวะการแพร่ระบาดทั่วโลกของโรคโควิด-19 และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวและฟื้นฟูตามวิถีการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยประเด็นหลัก ๆ ในการประชุมสามารถสรุป ได้ดังนี้ 

Science and Technology in Society (STS) Forum ก่อตั้งขึ้นโดย นาย Koji Omi ในปี พ.ศ. 2547 ซึ่งมีการจัดประชุมประจำปี หรือ STS Forum Annual Meeting  ในเดือนตุลาคมของทุกปี ณ กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีในการพบปะระหว่างผู้กำหนดนโยบาย นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และผู้นำในวงการธุรกิจจากทั่วโลก เพื่อหารือเรื่องการนำความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาจัดการกับความท้าทายทางสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของมนุษยชาติ

ภาวะการแพร่ระบาดทั่วโลกของโรคโควิด-19 

ในที่ประชุมได้กล่าวถึงภาวะการแพร่ระบาดทั่วโลกของโรคโควิด-19 ซึ่งมีผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 35 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตไปแล้วมากกว่าหนึ่งล้านคน ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้สะท้อนถึงความเปราะบางของสังคมรวมไปถึงความไม่เท่าเทียมในหมู่พลเมืองทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และประเทศ โดยการแพร่ระบาดทั่วโลกของโรคโควิด-19 ถือว่าเป็นวิกฤตการณ์ทางสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งส่งผลกระทบทั่วโลก โดยผลกระทบที่เห็นได้ชัด คือ การหดตัวของเศรษฐกิจและอัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นในหลาย ๆ ประเทศ ภาคธุรกิจ เช่น การท่อเที่ยว ได้รับความเสียหายอย่างมากห่วงโซ่อุปทานก็ถูกปั่นป่วนทำให้เกิดการชะลอตัว วิถีการทำงานได้ถูกเปลี่ยนเป็นการทำงานจากที่บ้าน ในขณะการศึกษาก็ดำเนินผ่านระบบออนไลน์ ด้วยผลกระทบเหล่านี้ทำให้สังคมและเศรษฐกิจของเราในอนาคตต้องพึ่งพาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ นวัตกรรม มากยิ่งขึ้น ในการก้าวข้ามผ่านและปรับตัวต่อวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ในภายภาคหน้า

ความสามารถในการจัดการกับภาวะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นั้นมีความแตกต่างกันสำหรับในแต่ละประเทศ โดยจะเห็นว่าประเทศในโซนเอเชียตะวันออกจะสามารถจัดการกับการแพร่ระบาดได้ดีกว่า ซึ่งในปัจจุบันเราได้พยายามพัฒนาและปรับปรุงชุดการทดสอบ วิธีการรักษา และวัคซีน ในการแก้ปัญหาระดับโลกจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในระดับนานาชาติ โดยประเทศที่พัฒนาแล้วจำเป็นต้องทำงานร่วมกับองค์การอนามัยโลก (World Health Organization, WHO) ในการแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร ติดตามการแพร่กระจายของไวรัส จัดทำแผนที่มาตรการในการกักกันโรครวมไปถึงการถ่ายทอดแนวปฏิบัติที่ดีและเทคโนโลยีไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

หลาย ๆ ประเทศที่มั่งคั่ง ได้ประกาศแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจพร้อมงบประมาณช่วยเหลือมหาศาลเป็นจำนวนหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ต้องประสบกับภาวะล้มละลาย ซึ่งแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจเหล่านี้ยังสร้างโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ยั่งยืน โดยจะกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนมีการเปลี่ยนแปลงตามแนวทางของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) และ ความตกลงปารีส (Paris Agreement)

 

การศึกษา

ในที่ประชุมให้ความเห็นว่า การศึกษาปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงโดยมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบการเรียนทางไกลมาใช้ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในมิติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งทำให้ระบบการศึกษาแบบต่อเนื่องตลอดชีวิตจะเข้ามามีความสำคัญ เพื่อป้องกันการสร้างความรู้ในกลุ่มแรงงานสูงอายุไม่ให้สูญหายไป ทั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้มีการสรรสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่ทว่าคงยังไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาและความท้าทายทางสังคมที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ปัญหากลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (non-communicable diseases) ประเด็นความไม่เท่าเทียมในสังคม หรือ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในการแก้ปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องพิจารณาและบูรณาการมิติด้านสังคม วัฒนธรรม ประเพณี และภูมิรัฐศาสตร์ ร่วมกับมิติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควบคู่ไปด้วยกัน

พลังงานและสิ่งแวดล้อม

ด้วยสถาณการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้การเดินทางระหว่างประเทศถูกจำกัด ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่สังคมจะลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และเดินหน้าเพื่อเร่งการพัฒนาสู่สังคมคาร์บอนต่ำและมีประสิทธิภาพทางพลังงาน ในบริบทนี้ สังคมอาจจะยังต้องพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งรวมถึงเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Nuclear Reactor, SMR) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญในการผลิตไฟฟ้า ภายใต้การควบคุมความปลอดภัยอย่างรัดกุม และไม่มีการเพิ่มจำนวนของโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์

การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงด้านแหล่งพลังงานที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นพลังงานไฮโดรเจน แหล่งกักเก็บพลังงานที่น่าเชื่อถือ และเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นลบ เช่น การดักจับและการจัดเก็บคาร์บอน และการนำคาร์บอนมาใช้ใหม่ เป็นต้น

นอกจากนี้จำเป็นต้องมีมาตรการจูงใจ และแผนนโยบายทางตลาด เพื่อกระตุ้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการพลังงานจะช่วยให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานทางพลังงานที่จะก่อให้เกิดความยั่งยืน และลดการทำลายสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน  สังคมควรจะต้องมีการป้องกันการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และพัฒนาการเกษตรแบบแม่นยำ เพื่อสร้างความสามารถในการรักษาความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการให้แก่ประชากรโลกที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ และต้องประสบกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและปัญญาประดิษฐ์

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารยังคงดำเนินต่อไป เห็นได้จากการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง และการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ โดยจะเห็นว่าปัญญาประดิษฐ์ได้นำมาซึ่งข้อมูลดิจิทัลจำนวนมหาศาล และการใช้ประโยชน์จากการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ทั้งทางภาคทฤษฎีและปฏิบัติ แต่อย่างไรก็ตามการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไม่ควรจะถูกจำกัดเพียงแค่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์หรือวิศวกร แต่ควรมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในหลาย ๆ มิติ โดยสามารถนำองค์ความรู้ทางมนุษศาสตร์และสังคมศาสตร์มาใช้ศึกษาถึงการประยุกต์ใช้และผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาในมิติต่าง ๆ เพื่อท้ายสุดสามารถนำไปสู่การปรับปรุงการออกแบบเครื่องมือที่สร้างจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้ นอกจากนี้หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ควรมีบทบาทในการเผยแพร่ข้อมูลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้สาธารณชนได้ทราบถึงประโยชน์และความเสี่ยงของการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์

การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

การมีส่วนร่วมของประชาชนและทุกภาคส่วนในการตัดสินใจด้านนโยบายถือเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาชาติสู่ความสำเร็จ แต่ในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกยังต้องประสบกับความไม่เท่าเทียม โดยอุปสรรคที่ต้องได้รับการแก้ไขมีทั้ง ความท้าทายเชิงโครงสร้าง การเข้าถึงบริการ เช่น ศูนย์ดูแลเด็ก และ การเข้าถึงการศึกษา ความคาดหวังเชิงวัฒนธรรม เป็นต้น โดยรัฐบาลและสังคมสามารถนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาจัดการกับอุปสรรคเหล่านี้ได้

สำหรับการประชุม STS Forum Annual Meeting ในปีถัดไปซึ่งจะเป็น ครั้งที่ 18 มีแผนที่จะจัดในวันที่ 3 – 5 ตุลาคม 2564


กลับไปหน้าบทความ