การควบคุมการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ในสหภาพยุโรป

11/09/2020

บทนำ

กัญชา เป็นพืชสกุล Cannabis อยู่ในวงศ์ Cannabaceae มี 3 สายพันธุ์ที่พบบ่อย ได้แก่ สายพันธุ์ซาติวา (Cannabis sativa) สายพันธุ์อินดิกา (Cannabis indica) และสายพันธุ์รูเดอราลิส (Cannabis ruderalis) ส่วนคำว่ามาลีฮวนน่า (Marijuana) เป็นคำแสลงที่ใช้เรียกส่วนดอกของต้นกัญชาที่นำมาใช้สูบ

โดยในกัญชาจะมีสารออกฤทธิ์สำคัญอยู่ 2 ชนิด คือTHC (delta-9-Tetrahydrocannabinol) และ CBD (cannabidiol) โดยสารทั้ง 2 ชนิดมีสรรพคุณแตกต่างกันดังนี้

  • สาร THC มีผลต่อจิต ประสาท ทำให้ผ่อนคลาย นอนหลับ ลดอาการคลื่นไส้ อาเจียน กระตุ้นให้อยากอาหาร บรรเทาความเจ็บป่วยและความวิตกกังวล และ ลดอาการเกร็งในผู้ป่วยโรคระบบประสาทจำเพาะบางชนิด แต่ทว่าหากมีการนำสาร THC จากกัญชามาใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ระมัดระวังในการใช้ อาจทำให้เกิดโทษต่อร่างกายได้ ดังนี้ เมา หลอนประสาท เกิดการเสพติด โดยหากได้รับในปริมาณสูงอาจก่อเกิดภาวะเป็นพิษและอาการผิดปกติได้ สาร THC นั้นมีผลข้างเคียงจากการใช้หลายอย่าง เช่น ปากแป้ง ตาแดง ใจเต้นเร็ว ตอบสนองช้า และทำให้สูญเสียความทรงจำ
  • สาร CBD มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบ ลดการชักเกร็ง (มีการนำมาช่วยรักษาโรคลมชักในเด็ก) ช่วยให้สงบ ผ่อนคลาย บรรเทาความเจ็บป่วย และมีคุณสมบัติยังยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอกหลายชนิดในหลอดทดลอง โดยมีการนำไปใช้รักษาไมเกรน ภาวะซึมเศร้า การอักเสบของกล้ามเนื้อ ต้อหิน และอาการทางจิต องค์การอนามัยโลก (World Health Organization, WHO) เคยได้ประกาศว่า สาร CBD นี้ สามารถใช้ได้ในปริมาณมากโดยแทบไม่มีผลข้างเคียง

เนื่องด้วยประโยชน์จากสารออกฤทธิ์ดังกล่าว ในปัจจุบันจึงมีการอนุญาตให้นำกัญชามาใช้ทางการแพทย์อย่างแพร่หลายภายใต้ข้อบังคับที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศทั่วโลก

 

กฎหมายกัญชาในสหภาพยุโรป

หลายประเทศในสหภาพยุโรป ได้มีการปลูกกัญชามาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์ในการนำกัญชาไปแปรรูปเป็นเส้นใย น้ำมัน ยารักษาโรค หรือใช้เพื่อความเพลิดเพลิน ทั้งนี้ส่วนใหญ่สายพันธุ์กัญชาที่มีการควบคุมทางกฎหมาย จะเป็นสายพันธุ์ที่สามารถผลิตสาร THC ในปริมาณที่ก่อให้เกิดการออกฤทธิ์ได้ เนื่องจากสาร THC สามารถก่อให้เกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์และอันตรายต่อร่างกายได้ ในขณะที่หลาย ๆ ประเทศมีการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการเพาะปลูกกัญชาในทุกสายพันธุ์แม้ว่าสายพันธุ์นั้น ๆ จะผลิตสาร THC ได้ในปริมาณเล็กน้อยก็ตาม

ปัจจุบันสหภาพยุโรปยังไม่มีกฎหมายกลางที่บังคับใช้กับทุกประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปสำหรับการอนุญาตและการกำหนดบทลงโทษผู้เพาะปลูก ผู้ใช้ ผู้จำหน่าย หรือผู้ที่มีกัญชาไว้ครอบครอง แต่สหภาพยุโรปมีกฎหมายกลางเพื่อควบคุมการลักลอบซื้อขายสิ่งเสพติด

สหภาพยุโรปได้ให้อำนาจประเทศสมาชิกฯ ในการควบคุมและออกกฎหมายการใช้กัญชาในประเทศของตนเอง ด้วยเหตุนี้ทำให้กฎระเบียบ กฎหมาย และบทลงโทษของการใช้กัญชานั้นแตกต่างไปในแต่ละประเทศสมาชิกฯ บางประเทศฯ เช่น เนเธอร์แลนด์ได้อนุญาตให้มีการใช้กัญชาทั้งเพื่อความเพลิดเพลินในสถานที่ที่ได้รับอนุญาตและใช้ในวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ได้ ในขณะที่บางประเทศสมาชิกฯ อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อการแพทย์เท่านั้น หรือบางประเทศห้ามให้มีการใช้กัญชาในทั้งสองวัตถุประสงค์

นอกจากนี้ในหลาย ๆ ประเทศ ประกาศให้การใช้กัญชาไม่เป็นความผิดทางอาญา (decriminalization) คือ การไม่นําโทษทางอาญามาใช้  แต่จะใช้ทางเลือกโดยการนํามาตรการทางปกครองมาใช้แทน เช่น ในบางประเทศถือว่าการครอบครองกัญชาในปริมาณน้อย เพื่อการเสพส่วนตัว ถือเป็นความผิดทางแพ่ง หรือ ความผิดลหุโทษที่ต้องชำระค่าปรับ

 

การใช้กัญชาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ในสหภาพยุโรป

ในปัจจุบันประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่อนุญาตให้มีการใช้กัญชาหรือผลิตภัณฑ์ยารักษาโรคที่ผลิตจากกัญชาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์อย่างถูกต้องตามกฎหมายมีจำนวน 22 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย เบลเยียม โครเอเชีย ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี ลิทัวเนีย ลักเซมเบิร์ก มอลตา เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ โปรตุเกส โรมาเนีย สโลวาเนีย และสเปน แต่จะมีเงื่อนไขและข้อกำหนดแตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ โดยประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่กฎหมายในประเทศยังไม่อนุญาตให้ใช้กัญชาหรือผลิตภัณฑ์ยารักษาโรคที่ผลิตจากกัญชาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ ได้แก่ บัลแกเรีย ฮังการี ลัตเวีย สโลวาเกีย และ สวีเดน นอกจากนี้ยังมีประเทศนอกสมาชิกฯ ในยุโรปที่อนุญาตให้มีการใช้กัญชาหรือผลิตภัณฑ์ยารักษาโรคที่ผลิตจากกัญชาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่น นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์ยารักษาโรคที่ผลิตจากกัญชาที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในหลาย ๆ ประเทศในยุโรป ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบสารสกัด THC ในแคปซูล ยาพ่นในช่องปาก และดอกกัญชาอบแห้งสำหรับชงชา หรือใช้ในรูปแบบไอระเหย แต่ไม่มีประเทศไหนในยุโรปที่อนุญาตให้ให้กัญชาในลักษณะสูบเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ เนื่องจากเหตุผลหลัก 2 ประการ 1) กัญชานั้นมีความหลากหลายทางสายพันธุ์ และแต่ละสายพันธุ์มีความสามารถในการผลิตสารเคมี เช่น THC และ CBD ในปริมาณที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ถึงแม้จะเป็นสายพันธุ์เดียวกัน แต่กัญชาแต่ละต้นสามารถผลิตสารเคมีดังกล่าวได้ในปริมาณและความเข้มข้นที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย เช่นปริมาณของแสงที่ใช้ในการปลูก หรือ อายุของต้นกัญชาในขณะที่เก็บเกี่ยว ซึ่งส่งผลให้แพทย์หรือเภสัชกรไม่สามารถประเมินถึงความเข้มข้นและปริมาณของสารเคมีได้อย่างแม่นยำได้ ดังนั้นจึงยากที่จะสั่งจ่ายกัญชาแบบสูบให้ตรงตามความต้องการของผู้ป่วยแต่ละรายได้ 2) การใช้กัญชาในลักษณะสูบ ถือว่าเป็นวิธีการที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้ป่วยเพราะว่านอกจากสารเคมีจากกัญชา ผู้ที่สูบจะได้รับอนุภาคอื่น ๆ ที่เกิดจากการเผาไหม้ ที่เป็นอัตรายเข้าไปในร่างกายด้วย 

 

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ยารักษาโรคที่ผลิตจากกัญชาที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในหลาย ๆ ประเทศในยุโรป

ชื่อการค้า

รูปแบบการใช้

สารออกฤทธิ์ที่ใช้รักษา

วัตถุประสงค์ของการใช้รักษา

Sativex (Nabiximols)

ยาพ่นในช่องปาก

น้ำมันสกัดจากต้นกัญชาที่มีส่วนประกอบทั้งสาร THC และสาร CBD

บรรเทาอาการโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis)

Marinol (Dronabinol)

แคปซูลเจลาติน

สารสังเคราะห์ delta-9-THC

บรรเทาอาการโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง บรรเทาอาการคลื่นไส้และอาเจียนในผู้ป่วยโรคมะเร็ง และกระตุ้นความอยากอาหารในผู้ป่วยโรคเอดส์

Cesamet (Nabilone)

แคปซูล

สารสังเคราะห์ CBD ที่มีคุณสมบัติคล้ายกับสาร THC

บรรเทาอาการคลื่นไส้และอาเจียนในผู้ป่วยโรคมะเร็ง

Bedrocan

ยอดดอกกัญชาอบแห้งหรือผง (มี 5 สายพันธุ์ให้เลือก)

ส่วนของต้นกัญชามีส่วนประกอบทั้งสาร THC และสาร CBD แต่ความเข้มข้นแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์

บรรเทาอาการโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง บรรเทาอาการปวดเรื้อรังที่เกี่ยวกับระบบประสาท บรรเทาอาการกล้ามเนื้อกระตุกจาก โรคทูเร็ตต์ (Tourette's Disorder) และบรรเทาอาการคลื่นไส้และอาเจียนในผู้ป่วยโรคมะเร็ง เป็นต้น

 

 

 


กลับไปหน้าบทความ