การประชุม The International Emergency Management Society (TIEMS) 2020 Conference

21/12/2020

ดร. มาณพ สิทธิเดช อัครราชทูตที่ปรึกษา(ฝ่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้รับเชิญร่วมเป็น Keynote Speaker ในหัวข้อ “Strengthening International Cooperation with EU” ของการประชุม The International Emergency Management Society (TIEMS) 2020 Conference ภายใต้หัวข้อ “Citizens and Cities Facing New Hazards and Threats ซึ่งร่วมจัดขึ้นโดย TIEMS และ The French High Committee for National Resilience ในรูปแบบ Virtual Conference ผ่านทาง Zoom meeting ในระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน - 4 ธันวาคม 2563

TIEMS ถือเป็นเวทีระดับโลกที่ส่งเสริมการนำเสนอทางวิชาการ การหารือเชิงนโยบาย และการฝึกอบรบสำหรับการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ โดยอาศัยความร่วมมือระดับนานาชาติในการถ่ายทอดประสบการณ์และองค์ความรู้ ตลอดจนเทคโนโลยีที่จำเป็นให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติโดยตรง

ในโอกาสที่ ดร. มาณพ สิทธิเดช ได้ร่วมเป็น Keynote Speaker ในหัวข้อ “Strengthening International Cooperation with EU” ได้แนะนำให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับทราบถึงบทบาทของสำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม ที่ทำหน้าที่ในการประสานความร่วมมือด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม ระหว่างประเทศไทยและภูมิภาคยุโรป มีการทำงานอย่างใกล้ชิดกับคณะกรรมาธิการยุโรป โดยเฉพาะในด้านการวิจัยและนวัตกรรมในแผนงานโครงการการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรม Horizon 2020 (2014-2020) และ Horizon Europe (2021-2027) กับสหภาพยุโรป

นอกจากนี้ยังได้บรรยายให้ที่ประชุมทราบถึงสถานการณ์และแนวโน้มของการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติในภาพรวมของทวีปเอเชียซึ่งจากข้อมูลสถิติช่วงประมาณ 100 ปี (ปี 2443 – ปี 2556) พบว่าภัยพิบัติจากอุทกภัยก่อให้เกิดความเสียหายในทางเศรษฐกิจสูงสุด รองลงมาเป็นการเกิดแผ่นดินไหว และตามมาด้วยภัยพิบัติจากคลื่นสึนามิ พายุโซโคลน และภัยแล้ง จากนั้นได้บรรยายถึงสถานการณ์และแนวโน้มของการเกิดภัยพิบัติในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจากข้อมูลสถิติช่วง 6 ปี (กรกฎาคม 2555 - มิถุนายน 2561) พบว่ามีความถี่ของการเกิดภัยพิบัติจากอุทกภัยสูงสุด เนื่องมาจากลม พายุ และตามด้วยภัยพิบัติจากดินโคลนถล่ม คลื่นสึนามิ แผ่นดินไหว และภัยแล้ง ตามลำดับ และได้บรรยายถึงสถานการณ์และแนวโน้มของการเกิดภัยพิบัติในส่วนของประเทศไทยเองซึ่งจากข้อมูลสถิติจากปี 2513 – 2558 พบว่าการเกิดภัยพิบัติจากอุทกภัยส่งผลกระทบต่อประชาชนมากที่สุด รองลงมาเป็นภัยพิบัติจากความแห้งแล้ง และตามด้วยภัยพิบัติจากพายุ แผ่นดินไหว และจากดินโคลนถล่ม ตามลำดับ จากนั้นได้บรรยายถึงบทบาทและความรับผิดชอบของหน่วยงานต่าง ๆ ในประเทศไทยที่รับผิดชอบและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยพิบัติจากธรรมชาติ ซึ่งประกอบด้วยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กองทัพบก กรมตำรวจ และสภากาชาดไทย และได้บรรยายถึงหน่วยงานด้านวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการด้านพิบัติจากธรรมชาติ ซึ่งประกอบด้วย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และกรมทรัพยากรธรณี

ถัดมาได้บรรยายถึงโครงการวิจัย H2020 calls: disaster-resilient societies ที่สหภาพยุโรปให้ทุนวิจัยสนับสนุน ใน 2 โครงการด้วยกัน คือ 1) Human factors, and social, societal, and organisational aspects for disaster-resilient societies (SU-DRS01-2018-2019-2020 CALL) ซึ่งเน้นประเด็นการรับมือของสังคมต่อภัยพิบัติ ผ่านการพัฒนานวัตกรรมที่จะช่วยสังคมลดการสูญเสียชีวิตผู้ประสบภัยและลดความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ  จากภัยพิบัติธรรมชาติและภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ โดยข้อเสนอโครงการของกลุ่มนักวิจัยต้องมีผู้ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย และองค์กรภาคประชาสังคมเข้าร่วมเป็นสมาชิกของโครงการด้วย ขอบเขตการวิจัยควรส่งผลให้เกิดการสร้างความตระหนักของสังคมต่อความเสี่ยงต่าง ๆ ของภัยพิบัติในยุโรป เพื่อให้คำแนะนำในการเตรียมความพร้อม การปรับตัว และการรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการใช่สังคมออนไลน์ การระดมข้อมูลจากประชาชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน

และ 2) Technologies for first responders (SU-DRS02-2018-2019-2020) ซึ่งขอบเขตการวิจัยจะเน้นการพัฒนานวัตกรรมเพื่อปกป้องทีมหน่วยกู้ภัยจากภัยอันตรายต่าง ๆ ในขณะทำงาน และสร้างเสริมขีดความสามารถในการแก้ไขปัญหาทางด้านการวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการพัฒนานัวตกรรม อุปกรณ์ วิธีการ และแนวปฏิบัติสำหรับหน่วยกู้ภัยของทีมผู้ให้บริการทางการแพทย์ หน่วยดับเพลิง ตำรวจ และโรงพยาบาล เพื่อให้สามารถประเมินและเข้าควบคุมสาเหตุของการเกิดภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซึ่งขณะนี้นักวิจัยไทยได้ยื่นข้อเสนอการวิจัย 2 โครงการ ภายใต้การประสานงานของสำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ เพื่อขอรับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสหภาพยุโรปในหัวข้อดังกล่าว

โครงการเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ

ภายในการประชุม The International Emergency Management Society (TIEMS) 2020 Conference ได้มีการนำเสนอโครงการด้านการจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติที่ได้รับทุนวิจัยจากสหภาพยุโรป

โครงการแรกคือ โครงการ LINKS: “Strengthening links between technologies and society for European disaster resilience” ซึ่งได้รับงบประมาณจากสหภาพยุโรปจำนวน 5.1 ล้านยูโร และมีองค์กรจำนวน 15 องค์กรเข้าร่วมจาก 6 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศนอกสมาชิกฯ อย่างญี่ปุ่น และประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา โดยโครงการได้เริ่มเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2563 และจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคม ปี 2566 โครงการ LINKS เป็นโครงการที่จะใช้ประโยชน์จากสื่อสังคมออนไลน์ และเทคโนโลยี crowdsourcing ซึ่งเป็นการดึงกลุ่มคนหรือชุมชนออนไลน์เข้ามาร่วมกันแก้ปัญหา เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ซึ่งนำไปสู่การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสังคมและเทคโนโลยีในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและภัยพิบัติ โดยมีการแบ่งให้แต่ละประเทศที่เป็นสมาชิกของโครงการดูแลเรื่องปัญหาภัยพิบัติในหัวข้อที่แตกต่างกัน เช่น อิตาลีรับผิดชอบเกี่ยวกับสถานการณ์แผ่นดินไหว เดนมาร์กดูแลในประเด็นการเกิดน้ำท่วมและอุทกภัย เนเธอร์แลนด์ดูแลในประเด็นความเสี่ยงและภัยอันตรายในเขตอุตสาหกรรม เยอรมนีดูแลในประเด็นการก่อการร้ายและปัญหาภัยแล้ง และญี่ปุ่นดูแลในประเด็นการเกิดคลื่นสึนามิ เป็นต้น

อีกหนึ่งโครงการที่มีการนำเสนอในการประชุมครั้งนี้คือโครงการ IMPETUS: “Intelligent Management of Processes, Ethics and Technology for Urban Safety” ซึ่งได้รับงบประมาณภายใต้โครงการ Horizon 2020 จากสหภาพยุโรป เป็นจำนวน 7.9 ล้านยูโร และมีองค์กรจำนวน 16 องค์กรเข้าร่วม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ TIEMS โดยโครงการได้เริ่มเมื่อเดือนกันยายน ปี 2563 และจะสิ้นสุดในเดือนสิงหาคม ปี 2565 โครงการ IMPETUS เป็นโครงการที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things) ปัญญาประดิษฐ์ และข้อมูลขนาดใหญ่ ในการรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งที่มาและนำมาประมวลผลเพื่อตรวจหาความเสี่ยงในระบบสารสนเทศและช่วยมนุษย์ในการตัดสินใจเลือกวิธีจัดการกับความเสี่ยงเหล่านั้นเพื่อรับรองและป้องกันความปลอดภัยทางไซเบอร์และความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวจากการโจมตีออนไลน์ เพื่อพัฒนาการทำงานของเมืองอัจฉริยะให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


กลับไปหน้าบทความ