การประชุม WHO ในประเด็นการกลายพันธ์ุของไวรัสโคโรนา 2019 ( WHO ad hoc consultation - COVID-19 new variants: Knowledge gaps and research priorities)

18/01/2020

มื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 ดร. มาณพ สิทธิเดช อัครราชทูตที่ปรึกษา(ฝ่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้เข้าร่วมการประชุม WHO ad hoc consultation: COVID-19 new variants - Knowledge gaps and research priorities เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 ในรูปแบบของ Zoom Webinar ซึ่งจัดโดย World Health Organization(WHO) โดยมีการประชุมหารือถึงประเด็นของการวิจัยและพัฒนา (R&D)ที่เร่งด่วนเพื่อตอบสนองต่อการกลายพันธ์ของไวรัส SARS-COV-2 โดย WHO ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,750 คนจาก 124 ประเทศเพื่อหารือเกี่ยวกับช่องว่างด้านความรู้ที่สำคัญ( critical knowledge gap) และจัดลำดับความสำคัญของการวิจัย (research priorities) สำหรับสายพันธุ์ที่เกิดขึ้นใหม่ของไวรัสโคโรนา ซึ่งมีการบรรยายในหัวข้อต่างๆ ดังนี้

- การกล่าวต้อนรับและเปิดการประชุมโดย Dr. Tedros ตำแหน่ง Director General WHO โดยกล่าวถึงสถิติการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทั่วโลก ณ วันที่ 12 มกราคม 2564 มีผู้ติดเชื้อประมาณ 90 ล้านคน และเสียชีวิตจำนวนประมาณ 2 ล้านคน และกล่าวเน้นว่าวิทยาศาสตร์และการวิจัยมีบทบาทที่สำคัญในการแก้ปัญหาการระบาดของโรค COVID-19 ตั้งแต่ในวันแรกที่มีการระบาดของโรค COVID-19 ในวันที่13 มกราคม 2563 จะเป็นวันครบรอบ 1 ปีพอดีที่ WHO ได้ตีพีมพ์แนวทาง(protocol)แรกสำหรับการพัฒนาเทคนิค PCR(Polymerase Chain Reaction) ซึ่งอาศัยปฏิกริยาที่ใช้ในการเพิ่มจำนวนของดีเอ็นเอ(DNA) ที่ต้องการศึกษาอย่างจำเพาะ เพื่อใช้ในการตรวจวินิจฉัยไวรัสโคโรนา 2019 ได้ ทั้งนี้ WHO ประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคนิค PCR เพื่อการตรวจวินิจฉัยไวรัสโคโรนา 2019 โดยใช้เวลาน้อยกว่า 2 สัปดาห์ หลังจากที่มีรายงานการระบาดของโรค แนวทางปฏิบัติเพื่อการแยกเชื้อไวรัสโคโรนาอย่างรวดเร็ว(rapid isolation) และการจัดลำดับ(sequencing) ของไวรัสได้นำไปสู่การวางแพลตฟอร์มในการพัฒนาวัคซีนต่างๆซึ่งกำลังเปิดตัวอยู่ทั่วโลก สำหรับการประชุมในครั้งนี้จะเป็นการระดมความคิดและประสบการณ์ของเหล่าผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเพื่อแก้ปัญหาการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ทีมีกลายพันธ์ดังที่พบในรายงานจากประเทศต่างๆ ได้แก่ สหราชอาณาจักร อเมริกาใต้ ไนจีเรีย และญี่ปุ่น การประชุมหารือในครั้งนี้มีความสำคัญเนื่องจากได้มีรายงานการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ทีมีกลายพันธ์ไปยังประเทศต่างๆ การสร้างความร่วมมือของประเทศต่างๆเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นเพื่อให้มั่นใจถึงการดำเนินงานวิจัยในประเด็นที่สำคัญ (critical research) และมีการเผยแพร่แบ่งปันข้อมูลในกลุ่มนักวิจัยและผู้กำหนดนโยบายอย่างกว้างขวางทั่วโลก เป็นสิ่งที่มีความสำคัญที่เราจะต้องวินิจฉัย (identify) ถึงสิ่งที่เราทราบ สิ่งที่เรายังไม่ทราบ และประเด็นใดที่เราจำเป็นต้องหาคำตอบ

- หัวข้อ Understanding of the global spread of emerging of SARS-CoV-2 variants บรรยายโดย Oliver Morgan

- หัวข้อ SARS-CoV-2 and the pressures on the virus to evolve: what is known? บรรยายโดย Mark Perkins

- หัวข้อ Ongoing strategies for the monitoring and control of spread of emerging variants of SARS-COV-2 บรรยายโดย Maria van Kerkhove

- หัวข้อ Animal models and assays in the context of circulating variants: what have we learn so far?บรรยายโดย Adolfo Garcia-Sastre

- หัวข้อ Evidence on changes on disease severity and treatment approaches for patients infected with new variant บรรยายโดย Jake Dunning

- หัวข้อ Possible implications of the variant strains on vaccines บรรยายโดย Phil Krause

หลังจากจบการบรรยายในหัวข้อต่างๆดังข้างต้นเป็นการอภิปรายหารือในประเด็น Identifying the research priorities ซึ่งเป็น Parallel sessions จำนวน 6 คณะ (Group) โดยแต่ละคณะจะประกอบด้วยประธานและคณะผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาเพื่ออภิปรายหารือใน 3 ประเด็น ดังนี้

1. What are the knowledge gaps?

2. What are the key research questions/key studies and which methods should be used to investigate them?

3. How to establish an approach to develop and implement a research agenda for these variants and future variants?

ทั้งนี้ Parallel sessions ของทั้ง 6 คณะ ประกอบด้วย

Group 1: Epidemiology and mathematical modeling

Panelists ประกอบด้วย Nada M. Melhem, Neil Ferguson, Anban Pillay โดยมี John Amuasi ทำหน้าที่เป็นประธาน และ Oliver Morgan ทำหน้าที่เป็น WHO focal point

Group 2: Evolutionary biology

Panelists ประกอบด้วย Tulio de Oliveira, Oliver Pybus, Trevor Bedford, Marion Koopmans โดยมี Malik Peiris ทำหน้าที่เป็นประธาน และ Maria Van Kerkhove ทำหน้าที่เป็น WHO focal point

Group 3: Animal models

Panelists ประกอบด้วย Vincent Munster, Simon Funnel, Barney

Graham, Bart L. Haagmans, Cesar Muñoz- Fontanela โดยมี Dan Barouch ทำหน้าที่เป็นประธาน และ Cesar Muñoz- Fontanela ทำหน้าที่เป็น WHO focal point

Group 4: Assays and Diagnostics

Panelists ประกอบด้วย Mark Page, Galit Alter, Richard Lessells, Bill Dowlingโดยมี Dan Barouch ทำหน้าที่เป็นประธาน และ : Florian Krammerทำหน้าที่เป็น WHO focal point

Group 5: Clinical management and therapeutics

Panelists ประกอบด้วย : Srin Murthy, Jake Dunning, Jeremy Nell, Yee Sun Leo โดยมี John Marshall ทำหน้าที่เป็นประธาน และ Janet Diaz & Marie -Pierre Preziosi ทำหน้าที่เป็น WHO focal point

Group 6: Vaccines

Panelists ประกอบด้วย Mike Levine, Melanie Saville, Ira Longini, Peter Figueroa, Stanley Plotkin โดยมี Phil Krause ทำหน้าที่เป็นประธาน และ Ximena Laurie ทำหน้าที่เป็น WHO focal point

ผลจากการประชุมหารือในครั้งนี้ซึ่งครอบคลุมทั้ง 6 สาขา ที่ประกอบด้วย (1) ระบาดวิทยาและการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (2) ชีววิทยาวิวัฒนา (3) การออกแบบจำลองสัตว์ (4) การตรวจวิเคราะห์และการวินิจฉัย (5) การบริหารจัดการทางคลินิก และ (6) การบำบัดรักษาและวัคซีน ทำให้ได้ข้อสรุปในประเด็นต่างๆ ดังนี้

นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความสำคัญของการวิจัยเพื่อตรวจวัด และทำความเข้าใจตั้งแต่เนิ่น ๆเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรนาที่มีต่อการตรวจวินิจฉัยโรค การรักษา และวัคซีน

มีความเห็นพ้องกันเกี่ยวกับความสำคัญของการบูรณาการการวิจัย SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ ใหม่เข้ากับวาระการวิจัยและนวัตกรรมของโลก ในขณะเดียวกันควรเพิ่มการประสานงานในระหว่างสาขาต่างๆด้วย

Dr Ana Maria Henao Restrepo ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาของ WHO ได้ให้ความเห็นว่า “เป้าหมายโดยรวมของเรา คือ การก้าวไปข้างหน้าได้ทันสถานการณ์ และควรมีกลไกในระดับโลกที่สามารถระบุและศึกษารูปแบบของการกลายพันธุ์ของไวรัสที่สนใจ และสามารถเข้าใจถึงผลกระทบที่มีต่อความพยายามในการควบคุมโรค ได้อย่างรวดเร็ว”

เป็นเรื่องปกติที่ไวรัสจะมีการกลายพันธุ์ แต่ยิ่งไวรัส SARS-CoV-2 แพร่กระจายมากเท่าใดก็จะยิ่งมีโอกาสที่จะมีการกลายพันธุ์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น การแพร่กระจาย (transmission) ในระดับสูงหมาย นั่นหมายถึงโอกาสที่เราจะพบการกลายพันธ์ของไวรัสที่เพิ่มขึ้น

จากรายงานของการกลายพันธุ์ของไวรัสที่สำคัญจนถึงขณะนี้ พบว่าไวรัสบางชนิดมีความเกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายที่เพิ่มขึ้น แต่ความรุนแรงของโรคไม่ได้เพิ่มขึ้น ขณะนี้นักวิจัยกำลังดำเนินการศึกษาเพื่อทราบว่าการกลายพันธ์ของไวรัสดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อเครื่องมือและมาตรการด้านสาธารณสุขหรือไม่

การจัดลำดับจีโนม(Genome sequencing) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการระบุและตอบสนองต่อการกลายพันธ์ุใหม่ ๆของไวรัส

ดร. Maria Van Kerkhove หัวหน้าฝ่ายเทคนิคของ WHO ด้าน COVID-19 ได้กล่าวว่า“ จนถึงขณะนี้มีการแบ่งปันลำดับของไวรัสได้อย่างน่าทึ่งมากกว่า 350,000 รายการ แต่ส่วนใหญ่มาจากไม่กี่ประเทศ การปรับปรุงความครอบคลุมทางภูมิศาสตร์ของการจัดลำดับจองไวรัสเป็นสิ่งสำคัญสำหรับโลกที่จะต้องมีตาและหูเพื่อทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของไวรัส”

การเพิ่มขีดความสามารถในการจัดลำดับของไวรัส(virus sequencing capacity) ทั่วโลกถือเป็นประเด็นการวิจัยที่ WHO ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ

ความสามารถในการเฝ้าระวังและห้องปฏิบัติการที่ดีขึ้นในการตรวจสอบสายพันธุ์ใหม่ๆของไวรัสจำเป็นต้องมาพร้อมกับการแบ่งปันตัวอย่างไวรัสและซีรั่มในทันทีโดยผ่านกลไกที่ตกลงกันทั่วโลก ทั้งนี้เพื่อให้สามารถเริ่มการวิจัยที่สำคัญได้ในแต่ละครั้งได้ทันกาล

นักวิทยาศาสตร์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของแพลตฟอร์มข้อมูลระดับชาติในการจัดทำเอกสารข้อมูลทางคลินิกระบาดวิทยา และข้อมูลไวรัสที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการตรวจวัดและประเมินไวรัส SARS-CoV-2 ใหม่ๆที่เกิดจากการกลายพันธุ์


กลับไปหน้าบทความ